ชัยธวัช เตือน กกต. อย่าตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัย บอกยุบพรรค ไม่ใช่เล่นขายของ ถามกลับคำสั่งศาลรธน.ผูกพันใคร ย้ำสั่งให้ ‘พิธา-ก้าวไกล’ เลิกการกระทำแค่นั้น อุบตอบจะดำเนินคดีกลับ

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2567 ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงนายปกรณ์ มหรรณพ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงชี้แจงการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้สั่งยุบพรรคก้าวไกลว่า เข้าใจว่า กกต.กำลังจะบอกว่าการยุบพรรค มี 2 ช่องทาง คือ 1.พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 ก็เป็นเรื่องของ กกต. หากมี“หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็ยื่นได้เลย โดยไม่ต้องมีกระบวนการสอบสวน สามารถใช้ดุลยพินิจได้ตามอำเภอใจที่จะยื่นคำร้อง

2.มาตรา 93 ซึ่งเป็นเรื่องของนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่ได้เกี่ยวกับ กกต. หากมีความปรากฏว่า พรรคการเมืองกระทำผิดถึงขั้นยุบพรรค ก็ให้ไปสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงตามระเบียบที่ออกไว้

“นี่คือสิ่งที่ กกต.กำลังสื่อสาร ซึ่งผมมองว่าเป็นปัญหา เพราะกระบวนการที่จะยื่นยุบพรรคเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีการรวบรวมข้อเท็จจริงสืบสวนสอบสวนเป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว การอ่านกฎหมายอย่าไปตีความแบบศรีธนญชัย กฎหมายเขียนลำดับไว้อย่างชัดเจน” นายชัยธวัช กล่าว

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวยืนยันว่า กกต.เองเป็นคนบอกพรรคการเมืองมาตลอด อย่างที่ตนได้อ้างเอกสารของ กกต.ในการอบรมพรรคการเมือง เขาไม่ได้บอกว่าการยุบพรรคตามมาตรา 92 และไม่ได้บอกว่าการยุบพรรคตามมาตรา 92 ต้องดำเนินการตามมาตรา 93 ซึ่งตามระเบียบมีช่องทางเดียวเท่านั้น กกต.ไม่เคยอธิบายตรงไหนเลยมาก่อนว่า นอกจากช่องทางนี้แล้ววันดีคืนดี กกต.เห็นว่าตัวเองมีหลักฐานก็ยื่นคำร้องได้เลยโดยไม่มีกระบวนการสืบสวนสอบสวน เป็นไปได้หรือไม่

“ตำรวจเจอคนขโมยของทำผิดซึ่งหน้า ยังต้องจับกุมไปดำเนินคดี เข้าสู่กระบวนการสอบสวนส่งอัยการ นี่ยุบพรรคไม่ใช่เล่นขายของ กกต.ยืนยันว่าทำได้ เพราะในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติได้ทำแบบนี้มาแล้ว คือไม่ได้ผ่านกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงตามมาตรา 93 และไม่ได้วินิจฉัยว่ากระบวนการคำร้องของ กกต.ชอบหรือไม่”

ขณะนั้น กกต.ยังไม่เคยออกระเบียบสำหรับการยุบพรรคโดยเฉพาะมาก่อน เลยพอถูไถกันไปได้ เพราะคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่องกระบวนการคำร้องชอบหรือไม่ เกิดขึ้นหลังจากนั้น ซึ่งคือคดียุบพรรคอนาคตใหม่ โดยในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักการยุบพรรคตามมาตรา 92 ต้องทำประกอบกับมาตรา 93 และระเบียบของ กกต.

เพียงแต่ขณะนั้นระเบียบเก่าไม่ได้บังคับให้ กกต.รวบรวมข้อเท็จจริง และแจ้งให้กับพรรคผู้ถูกร้องทราบก่อน เพื่อให้ต่อสู้ชั้นต้นของ กกต.ก่อน แต่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าระเบียบที่ใช้ให้ไปใช้อีกระเบียบหนึ่งในการไต่สวนสอบสวนคดีอาญา โดยอนุโลม กกต.ให้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบทุกข้อ มองว่า กกต.ชี้แจงแบบนี้ก็ไม่เป็นไร คงเป็นประเด็นที่ต้องไปต่อสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ กกต.ยึดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ 31 ม.ค.2567 ได้ระบุชัดเจนว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้ กกต.ไม่อาจทำอย่างอื่นได้นั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า คนละเรื่อง นั่นคือเรื่องพยานหลักฐาน การมีพยานหลักฐานที่ กกต.เชื่อแล้วว่าเพียงพอ ไม่ได้หมายความว่า กกต.ไม่จำเป็นต้องทำการรวบรวมหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด อย่าสับสนระหว่าง กกต. เห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักหรือไม่

“ที่ กกต.อ้างว่าคำวินิจฉัยที่แล้วผูกพัน ผมอยากถามว่าอะไรผูกพัน คำวินิจฉัยตามมาตรา 49 ในคำวินิจฉัย 3/2567 ผูกพันใคร นี่คือการวินิจฉัยสั่งการให้การกระทำ คือสั่งให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล เลิกการกระทำสองการกระทำ คือเลิกแสดงความคิดเห็นและรณรงค์ให้ยกเลิก 112 และห้ามไม่ให้แก้ไข 112 ด้วยกระบวนการนิติบัญญัติโดยมิชอบ นี่คือผลของคำวินิจฉัยที่ผูกพัน ซึ่งผูกพันกับคนที่ถูกร้อง”

เมื่อถามว่าหากพิสูจน์ทราบว่า กกต.ยื่นคำร้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายจริงจะดำเนินคดีกับ กกต. อย่างไร นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดไป รอให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาก่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน