“ทสท.”ดักคอ กองทัพ ของบให้ชัด อย่าสอดไส้ทีหลัง เปิดช่อง “ไอ้โม่ง” หาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง เย้ย “บิ๊กทิน” ของจริงหรือไม่ หลังกองทัพไม่ทำตามสั่ง
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สอง
เวลา 16.40 น. นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) อภิปรายว่า การจัดสรรงบฉบับนี้ผิดฝาผิดตัวไม่ตอบโจทย์ หากสภาฯ โหวตผ่านในวาระที่ 1 แต่เชื่อว่าจะต้องมีการแก้ไขในวาระที่ 2 อีกไม่น้อย ซึ่งความบกพร่องของงบ 68 คือโครงการที่ควรทำท่านก็ไม่ทำ โครงการที่ยังไม่ควรทำท่านก็เร่งรีบทำ
โครงการที่ต้องจัดสรรงบให้เพียงพอก็ไม่ใส่เงินลงไป ตรงกันข้ามกับโครงการที่ไม่จำเป็นกลับอัดเม็ดเงินลงไปจนล้น ที่สำคัญคือตั้งงบไว้สูงเกินจริง เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะหน่วยงานสามารถซื้อของในราคาแพงเกินจริง เพื่อให้คนขายนำเงินมาทอนให้ผู้มีอำนาจภายหลัง เรียกได้ว่าฮั้วกันตั้งแต่ ทีโออาร์
เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากช่องว่างของระเบียบที่เอื้อให้หน่วยงานบางหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งเปิดโอกาสให้มี “ไอ้โม่ง” บางคนออกมาบงการผู้ใต้บังคับบัญชาแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้อง
นายชัชวาล กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 67 ตนทำหน้าที่เป็นอนุกรรมาธิการด้านความมั่นคง พบว่าในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ หน่วยงานหรือเหล่าทัพจะของบประมาณมาในกรอบกว้างๆ ไม่มีรายละเอียดเหมือนกระทรวงอื่นๆ โดยมักจะอ้างว่าเป็นความลับด้านความมั่นคง
ซึ่งตรงนี้เป็นจุดให้คนชั่วเข้ามาทุจริต เพราะงบในการจัดหายุทโธปกรณ์มันบวมออกมาเกินความเป็นจริง เวลาเจ้าหน้าที่มาชี้แจงความจำเป็นและสัญญาว่าจะมีการจัดหาอย่างโปร่งใส จะพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด จะทำให้งบของประเทศรั่วไหลให้น้อยที่สุด แต่ไม่เคยมีรายละเอียดเทียบราคาถูกแพง
ตัวอย่างโครงการของกองทัพอากาศที่เขียนในหลักการกว้างๆ ว่าเป็นโครงการเพิ่มสมถรรนะของกองทัพ ไม่บอกรายละเอียกว่าจะไปทำอะไร แต่สุดท้ายแล้วมีการไปจัดซื้อวิทยุสื่อสารจำนวน 40 ตัว เสนอราคากลางมาอยู่ที่ 38 ล้านบาท ทั้งที่ราคาตลอดอยู่ที่ 15 ล้านบาท มีส่วนต่างถึง 23 ล้านบาท เพราะซื้อแพงเกินจริง
“เรื่องนี้คณะกรรมการจัดซื้อของกองทัพกลัวจะติดคุก จึงส่งเรื่องมาให้ผมดู ผมเกรงว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในงบปี 68 จึงอยากให้กองทัพมีการเขียน ทีโออาร์ ในโครงการต่างๆ ให้ชัดเจน ไม่ใช่มาสอดไส่ในภายหลัง” นายชัชวาล กล่าว
นายชัชวาล กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าเป็นการตั้งงบประมาณไม่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่คนไทยถูกโจมตีทางไซเบอร์ มูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้านบาท แต่ปรากฏว่างบปี 68 ที่จะนำมาใช้แก้ปัญหากลับได้น้อยนิด ต่างจากงบจัดซื้ออาวุธของกองทัพที่ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมองความมั่นคงในมิติของยุคดึกดำบรรพ์
รัฐบาลไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับสภา เพราะที่ผ่านมา นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เคยสั่งการให้กองทัพใช้ยุทธภัณฑ์ที่บริษัทคนไทยเป็นผู้ผลิต แต่ในทางปฏิบัติกองทัพกลับไม่ให้ความร่วมมือทำตามนโยบายที่ รมว.กลาโหม ให้ไว้ แม้กระทั่งการเปิดโอกาสให้บริษัทคนไทยเข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นธรรมก็ไม่มี
“ไม่รู้ว่าไม่ให้ความร่วมมือ หรือรมว.กลาโหมสั่งการไม่ได้ เรื่องนี้เป็นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้ต่อสภาฯ แต่หน่วยงานไม่ทำตามสัญญา กองทัพไม่ให้ความสำคัญกับ รมว.กลาโหม งานนี้จึงพิสูจน์ว่านายสุทินคือของจริงหรือไม่” นายชัชวาล กล่าว