นายกฯ ประชุม กพช. เดินหน้าโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกลงทุนในไทย
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 มิ.ย.2567 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรมว.พลังงาน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายกฯ เปิดเผยว่า เรื่องสำคัญของที่ประชุม กพช.วันนี้ คือ การเร่งรัดจะทำให้การเปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาด ในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ให้ได้ภายในปีนี้ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด
โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการให้มาลงทุน เช่น Data Center, Advanced Electronics และ Battery โดยเป้าหมายนำร่องกำหนดไว้ที่ 2,000 เมกะวัตต์ โดยให้กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และ BOI ทำงานร่วมกัน ในรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการดำเนินการ ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมด้วย
นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ต่างเปิดรับที่จะดำเนินการเรื่องนี้ หากเราดำเนินการล่าช้า ก็ไม่ต่างจากการถอยหลังเพราะทุกประเทศเดินหน้าไปหมดแล้ว ไฟฟ้าสะอาด คือ ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญมากๆ และ Direct PPA จะเป็นตัวปลดล็อกให้ไทย สามารถใช้ศักยภาพพลังงานสีเขียวที่เรามีอยู่แล้วได้อย่างเต็มที่
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องพลังงานสะอาดของประเทศไทยตามนโยบายรัฐบาลเพื่อรองรับและดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ Data Center ที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาดอย่างสูง
นายกฯ ขอให้ที่ประชุมนำเรื่องแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct PPA ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) หารือต่อที่ประชุมเป็นประเด็นแรก เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อเปิดการซื้อขายไฟฟ้า Direct PPA ให้ได้ภายในปีนี้
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นไฟฟ้าสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct PPA ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (TPA) ให้แก่บริษัทชั้นนำของโลกที่รัฐบาลได้เชิญชวนไว้และสนใจเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะในด้าน Data Center ที่มีความต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามข้อกำหนดจากบริษัทแม่ โดยเห็นชอบกรอบการดำเนินการในปริมาณไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์
บริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้ ต้องมีลักษณะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ มีการดำเนินการที่เท่าเทียมกันในทุกประเทศที่ไปลงทุน และไม่มีการขายไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ศึกษาผลกระทบจากการดำเนินการโครงการนำร่อง Direct PPA ผ่านการขอใช้บริการ TPA ต่อสถานภาพของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งและผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งมอบหมายให้ กกพ. จัดทำอัตราค่าบริการ TPA ให้แล้วเสร็จภายในปี 2567 โดยให้ครอบคลุมค่าบริการต่าง ๆ เช่น
1.ค่าบริการระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) 2.ค่าบริการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Connection Charge) 3.ค่าบริการความมั่นคงระบบไฟฟ้า (System Security Charge หรือ Ancillary Services Charge) 4.ค่าบริการหรือค่าปรับในการปรับสมดุลหรือบริหารปริมาณไฟฟ้า (Imbalance Charge)
5.ค่าใช้จ่ายเชิงนโยบาย (Policy Expenses) และค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ และสอดรับกับข้อเสนออัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ และให้นำเสนอ กบง. พิจารณาเห็นชอบก่อนดำเนินการต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม ได้เห็นชอบข้อเสนอการรับซื้อไฟฟ้ากรณีการต่ออายุสัญญาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เปลี่ยนรูปแบบจาก Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2559 ในอัตราคงที่ 2.28 บาทต่อหน่วย ตามระยะเวลาที่โครงการปรับลดจากการเปลี่ยนจากรูปแบบ Adder เป็น FiT เป็นระยะเวลา 27-56 เดือน
ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ภาครัฐพิจารณาให้ต่ออายุสัญญาจะผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบเพิ่มได้โดยไม่ต้องมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่ เนื่องจากโครงการดังกล่าว ได้ผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) มาแล้วแต่ยังไม่ครบอายุโครงการ (20 ปี) ตามอายุมาตรฐานของเครื่องจักร/โรงไฟฟ้า จึงอาจทำให้เครื่องจักรและโรงไฟฟ้ายังอยู่ในสภาพที่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมีการต่ออายุสัญญาออกไป โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการเงินและการดำเนินธุรกิจเนื่องจากได้รับการคืนทุนเงินลงทุนโครงการและได้รับผลตอบแทนจากการขายไฟฟ้าตามมาตรการรับซื้อไฟฟ้า FiT ตามที่กำหนดแล้ว ทำให้ภาครัฐสามารถพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสมที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ และไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ
“ที่ประชุม ยังเห็นชอบให้กรรมสิทธิ์ในใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) หรือคาร์บอนเครดิต ที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เปลี่ยนรูปแบบจาก Adder เป็น FiT ที่ได้รับการต่ออายุสัญญา เป็นกรรมสิทธิ์ของการไฟฟ้าในฐานะผู้รับซื้อ หรือภาครัฐ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว