หลังได้เห็นโฉมหน้า 200 ว่าที่สว.ชุดใหม่ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตามมา ทั้งจากนักวิชาการ ผู้สังเกตการณ์ ข้อสังเกตจากสื่อมวลชน รวมถึงผู้สมัครด้วยกันเอง

มีการล็อกโหวต ผลคะแนนอันดับ 1-7 มีพิรุธ สว.ค่ายบ้านใหญ่สีน้ำเงินพาเหรดเข้าเส้นชัย

ข้อสังเกตเหล่านี้ในมุมมองนักวิชาการที่เกาะติดการเมืองคิดเหมือนหรือต่าง และจะส่งผลต่อการทำงานของสว.ในอนาคตอย่างไร

โคทม อารียา

ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี

รองประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

อ่านชื่อว่าที่สว.ทั้ง 200 คนแล้วส่วนตัวรู้จักอยู่หยิบมือเดียว คนอื่นไม่รู้จักชื่อ และเมื่อดูว่าใครมาจากจังหวัดไหนเยอะก็พบว่ามาจาก จ.บุรีรัมย์ จ.อยุธยา กรุงเทพ และมี 6-7 จังหวัดที่ไม่มีสว.เลย รวมถึงจังหวัดใหญ่ๆ เช่น นครราชสีมา มีสว.แค่ 2 คน

จึงรู้สึกตามที่วิจารณ์กันว่าเป็นไปได้ว่าทางฝ่ายบุรีรัมย์จะเข้มแข็งมาก สว.ชุดใหม่มีแต่กลุ่มที่ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย

อีกประการคือว่าที่สว.บางคนดูแล้วไม่รู้ว่ามีผลงานสาธารณะอะไรบ้าง เพราะเล่าเพียงว่ามีอาชีพเล็กๆน้อยๆ ซึ่งมีหลายคน เราไม่ได้ดูแคลนอาชีพของเขา แต่ตามธรรมดาเวลามีการเลือกตัวแทนเราน่าจะเลือกคนที่มีผลงาน ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเยอะๆ เพื่อให้เข้ามาดูแลการออกกฎหมาย

ก็แล้วแต่เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการอย่างนี้ ส่วนตัวก็เห็นต่างว่าเราอยากจะได้วุฒิสมาชิกที่มีประสบประการณ์มากหน่อย

ดังนั้น ภาพสว. ทั้ง 200 คนที่ออกมารู้สึกว่าคุณภาพยังไม่คับแก้ว ซึ่งสะท้อนว่าจัดตั้งเท่านั้นที่ครองโลก

ส่วนจะส่งผลต่อการทำงานหรือไม่เพราะใกล้ชิดกับพรรคการเมืองนั้น ไกลเกินเหตุที่จะพูดได้ แต่ก็ต้องบอกว่าเมื่อได้เข้ามาแล้วก็อยากให้สลาย อย่าคงการจัดตั้งเหมือนเป็นพรรคน้อยๆ เพราะตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้สว. แต่ละคนเป็นอิสระ ไม่ต้องฟังเสียงใครเป็นหัวหน้าพรรคที่จะบอกให้โหวตอย่างนั้นโหวตอย่างนี้ ถ้าได้เข้ามาโดยอาศัยพึ่งพาการจัดตั้งก็อย่าไปฟังหัวหน้าจัดตั้งมากนัก ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่นั้นไม่รู้ แต่ก็หวังไปอย่างนั้น

ส่วนการเลือกตั้งสว.ครั้งนี้มีพิรุธแน่นอนแต่คงไม่ถึงกับ “บล็อกโหวต” จึงใช้คำว่า “จัดตั้ง” แทน ซึ่งเขาก็รู้ว่าเขาอยู่ในกลุ่มจัดตั้งไหน เวลาเลือกไขว้ก็เลือกในกลุ่มตัวเอง

ส่วนคนที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลไม่ค่อยได้รับเลือกนั้น ถ้าสมมติฐานว่าเป็นเรื่องการจัดตั้ง 2 พรรคนี้ก็ไม่ได้จัดตั้งเพราะตามกฎหมายห้ามจัดตั้ง 2 พรรคนี้ก็ทำตามกฎหมาย และการเลือกสว.สำคัญอยู่ที่การจัดตั้งไม่ใช่อยู่ที่การมีคุณสมบัติสูง

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวล สว.ชุดใหม่ จะส่งผลต่อการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรนั้น คิดว่าเขาน่าจะให้ความร่วมมือและสนับสนุน เพราะเกือบทุกพรรคบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ

ไม่ขอเทียบคุณภาพสว.ชุดใหม่กับชุดเก่า ชุดเก่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่และอยู่ในกลุ่มมีความคิดใกล้เคียงกัน แต่สว.ชุดใหม่ไม่รู้ที่จัดตั้งขึ้นมาอยู่ในความคิดอะไรแต่เราอยากให้เป็นอิสระ กฎหมายก็เขียนว่าสว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เท่าที่ผ่านมาก็ยังไม่ค่อยเป็นจริง

ดังนั้น สว.ชุดใหม่ ส่วนตัวยังไม่ให้ความหวังมากนักแต่ก็ต้องดูต่อไป แต่ก็กังวลเพราะดูแล้วท่าทางมันน่ากังวล อย่างไรก็ตาม การร้องเรียนที่จะมีขึ้นไม่คิดว่าการเลือกสว.ครั้งนี้จะถึงขนาดโมฆะ ใครทำผิดก็ต้องสอยไป

ยุทธพร อิสรชัย

คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

ภาพรวมสว.ที่ได้รับเลือกยังเป็นในรูปแบบฮั้วกันมา เนื่องจากกติกาเอื้อให้เกิดการล็อกโหวต สุดท้ายก็จะได้สว. 3 กลุ่ม คือกลุ่มฮั้วได้ จ่ายเงิน และคนหิวแสง แต่หากมีสว. อิสระอย่างแท้จริง 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

แต่ดูหน้าตาแล้วยังไม่ถึง 20 คน ที่จะเป็นผู้สมัครอิสระอย่างแท้จริง จึงไม่คาดหวังกับสว.ชุดนี้ว่าจะทำหน้าที่หลักหรือภารกิจสำคัญได้ดีหรือไม่

ส่วนที่มีกลุ่มคนใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทยเข้ามาจำนวนมากสะท้อนถึงการเมืองแบบเครือข่ายที่เกิดตั้งแต่การสมัครแล้ว หากย้อนไปดูตั้งแต่การสมัครตัวเลขผู้สมัครแต่ละพื้นที่สะท้อนภาพแล้วว่ามีขาใหญ่แต่ละภูมิภาคอยู่ บวกกับกติกาทำให้เกิดการสร้างระบบนิเวศการฮั้ว

ท้ายที่สุดจะมีการเชื่อมโยงกันระหว่างขาใหญ่ในพื้นที่ ทำให้เกิดเครือข่ายการฮั้วระดับชาติ นำมาซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองในการบล็อกโหวตเข้ามา ทำให้สภาพสว.ที่เข้ามาเหมือนอย่างที่เห็น

เราพยายามสร้างกติกาเพื่อป้องกันสภาผัวเมีย ป้องกันคนของพรรคการเมือง แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ยิ่งไปเขียนกติกาที่บิดเบี้ยวแบบนี้ทำให้ผิดธรรมชาติ ส่งผลที่ออกมาหนักยิ่งกว่าเดิม

ในแง่ความอิสระในการทำงานคาดหวังได้ยากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือกลไกในการตรวจสอบที่รัดกุม ซึ่งจะเห็นได้ว่าการตรวจสอบที่มีอยู่ไม่รัดกุมตั้งแต่เรื่องผู้สมัครทั้ง 20 กลุ่มมีความรู้ความสามารถตรงกับกลุ่มที่ลงสมัครหรือไม่

กระทั่งได้เข้ามาเป็นสว. ก็ยังไม่มีคนที่จะควบคุมว่าตกลงแล้วการทำงานของคนเหล่านี้เป็นไปอย่างอิสระอย่างแท้จริงหรือไม่

แต่ ณ วันนี้ก็เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานว่าคนนั้นคนนี้เป็นคนของพรรคไหน ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถหาหลักฐานหรือพยานได้อย่างชัดเจนตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเพราะสุดท้ายก็มีวิธีการหลบเลี่ยง การเลือกสว.ครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่ายิ่งออกระเบียบกฎกติกาที่ผิดปกติยิ่งส่งผลที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม หากยังไม่มีกติกาที่จะมากำกับตรวจสอบได้ดีก็ไม่ควรมี สว.เลยดีกว่า

นำกลับไปสู่คำถามที่ว่าสว.มีไว้ทำไม ถ้าไม่สามารถตอบได้ก็ไม่จำเป็นต้องมี กลับไปสู่สภาเดี่ยวคือสิ่งที่ดีที่สุด

ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญหากไม่กระทบโครงสร้างสังคมการเมืองก็มีโอกาสที่สว.ชุดนี้จะให้ผ่าน แต่หากกระทบเชื่อว่าคงโหวตไม่ผ่าน อย่าลืมว่าสว.ชุดนี้ มีฝ่ายอนุรักษ์นิยมถึง 80 เปอร์เซ็นต์ มีเพียงเสรีนิยมแค่ 20 เปอร์เซ็นต์

ข้อสังเกตเรื่องล็อกโหวต คะแนนอันดับ 1-7 ทุกกลุ่มที่ดูมีพิรุธนั้น ตัวเลขบอกให้เห็นตั้งแต่การสมัครระดับอำเภอจนถึงระดับประเทศ กระบวนการบล็อกเกาะทุกระดับ มาเห็นชัดในการเลือกรอบแรก 200 คนสุดท้าย ลำดับ 1-7 มีคะแนนโดดเป็นพิเศษเหนือกว่าคนลำดับ 8 ลงไป

แต่ไม่ใช่ภาพรวมที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมด น่าจะเป็นการสอยเป็นรายๆ ไป

หากเปรียบ สว.ชุดใหม่กับชุดเก่ามองว่าเท่ากัน เป็นคนละมิติกัน ชุดเก่ามาจากการรัฐประหาร มีบุคคลที่มียศทหารเข้ามา 40 เปอร์เซ็นต์ ชุดนี้คนที่มียศทางทหารเข้ามาน้อยกว่า แต่อาจเป็นการรัฐประหารในสภาสูงโดยใช้กองกำลังประชาชนก็ได้ จึงไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่รูปโฉมเปลี่ยนไป

สุขุม นวลสกุล

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

โฉมหน้าสว.ทั้ง 200 คน กระจายหลากหลายทางอาชีพ มีหลายพวก เป็นไปตามจุดประสงค์ที่ให้เลือกกันเองทำให้มีทั้งกลุ่มผู้แทนทางการเมือง กลุ่มบ้านใหญ่ ข้าราชการเก่า ตัวแทนอาชีพต่างๆ กลุ่มเอ็นจีโอ

ส่วนที่กลุ่มบ้านน้ำเงินหรือพรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาเป็นส่วนมากนั้น คนที่เป็นสายของนักการเมืองก็วนเวียนอยู่ในกลุ่มคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว ความสัมพันธ์อาจไม่ลึกซึ้งขนาดนั้นก็ได้ บางคนก็เคยเป็นที่ปรึกษารมว.มหาดไทยสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งอาจรู้จักกันมาก่อนในกลุ่มผู้สมัคร

และคนที่มาสมัครตัวติดกันก็อาจจะล็อกกันก็ได้ เป็นระบบเลือกที่เปิดโอกาสให้คนที่รู้จักกันมีโอกาสมากกว่าคนที่ไม่รู้จักกันหรือไม่ได้ล็อกกันไว้ ฉะนั้นคนที่ไม่มีใครรู้จักหรือไม่มีพรรคพวก แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังก็อาจได้คะแนนมาบ้างแต่คงไม่ได้มากเท่ากับคนที่ล็อกไว้

ตัวอย่างเช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เพียงไม่กี่วันที่กกต.เปิดสมัคร ก็รีบไปสมัคร อาจเข้าใจว่าถ้าสมัครแล้วจะมีพรรคพวก ลูกบ้านเดินตามมา แต่จริงๆพรรคพวกไม่ได้ส่งให้ไปสมัครสว. เสมือนไม่ได้วางแผน พอไม่เป็นกลุ่มก้อนมันก็ไม่ได้

ส่วนการตั้งข้อสังเกตเรื่องล็อกโหวต คะแนนอันดับ 1-6 นำโด่งทุกกลุ่มนั้น ประเด็นนี้สื่อคงคิดกันไปเองเพราะสุดท้ายแล้วตอนนี้ก็ได้สว.ทั้ง 200 คน ในแต่ละกลุ่มก็เฉลี่ยกันไป และเป็นกลุ่มที่หลากหลาย ไม่ได้มีแค่บ้านสีน้ำเงิน ส่วนจะมีใครไปร้องเรียนก็ต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของกกต.ในการพิสูจน์ตามขั้นตอนไป

ส่วนตัวมองว่า สว.ชุดใหม่ ไม่เหมือนสว.ชุดที่แล้วที่มาจากกลุ่มอำนาจเดิมทั้งนั้น ไม่ได้โจมตีสว.ชุดที่แล้วแต่มองว่าชุดใหม่มีความหลากหลายกว่า ดังนั้น กลุ่มสว.ชุดใหม่ที่เข้ามาทำงานก็ควรวางหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อาจมีหลายฝ่ายที่เป็นกังวลว่าสว.ชุดใหม่จะแก้ไขหรือไม่ เกรงว่าจะมีการสกัดไม่ให้มีการแก้ไขหรือเปล่า หรืออาจสกัดกฎหมายที่ออกจากสภาล่างด้วยหรือไม่ คิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเกี่ยวกับการทำงานของสว.ชุดใหม่ มากกว่า

อย่างไรก็ตาม สว.ชุดใหม่ ก็ไม่เหมือนสว.ชุดก่อนที่มาจากคนกลุ่มเดียว ยังมีความหลากหลายและกระจายมากกว่า ไม่ใช่มีแต่บ้านสีน้ำเงิน แต่มีบ้านสีแดงและสีอื่นๆ ด้วย

ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญมองว่าน่าจะมีความเป็นไปได้และดีกว่าสว.ยุคที่แล้วแน่นอน เพราะเป็นกลุ่มก้อนที่หลากหลายกว่าและเป็นอิสระมากกว่าชุดก่อน ไม่ได้มีเพียงขั้วใดขั้วหนึ่ง

อยากให้สว.ชุดใหม่พิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นอิสระ เป็นไปตามความต้องการของประชาชน เราอยากเห็นสว.เป็นตัวแทนปวงชนจริงๆ อย่างที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน