วุฒิสภาจัดเตรียมสถานที่สำหรับการเข้ารายงานตัวของสว.ชุดใหม่แล้ว

หลังเข้ารับหน้าที่มีทั้งเรื่องที่คั่งค้าง การพิจารณากฎหมายและการแต่งตั้งองค์กรอิสระ

ที่สังคมจับตาการปฏิบัติหน้าที่ของ 200 สว.จะไปในทิศทางใด รวมถึงการบ้านที่อยากฝากไว้

สุรชาติ บำรุงสุข

นักวิชาการด้านความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

เมื่อระบอบที่มาจากการรัฐประหารสิ้นสุดลงด้วยผลจากการเลือกตั้งในปี 66 แล้ว ทุกคนเชื่อว่าหลังจากนี้การเลือก สว.ที่เกิดขึ้นน่าจะเหมือนเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประชาธิปไตยไทย คือจะเกิดความหลากหลายของสว.

แม้จะบอกว่ายึดกลุ่มอาชีพ แต่ผลที่เกิดขึ้นเชื่อว่าหลายฝ่ายรู้สึกว่าการได้มาของสว.รอบนี้ ไม่เอื้อให้การเมืองไทยเดินไปข้างหน้า แต่เหมือนหยุดการเมืองไทยไว้ เพราะไม่ได้ต่างจากการเมืองชุดเก่า

วุฒิสภากลายเป็นพรรคการเมืองสาขา 2 ที่เกิดขึ้นจากการเมืองในสภาผู้แทนฯ พอเป็นอย่างนี้อาจไม่ใช่เปลี่ยนเพียงแค่ปน

เป็นโจทย์ชุดใหญ่ของรัฐสภา คนอาจรู้สึกว่าสัดส่วนกลุ่มอิสระในทางการเมืองน่าจะอยู่แค่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จากสว.ทั้งหมด ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าวุฒิสภากลายเป็นการเมืองในสภาล่างอีกส่วนหนึ่ง

ส่วนเรื่องคุณสมบัติสว.บางรายไม่ตรงสายอาชีพอย่างแท้จริงนั้น ที่จริงเรื่องนี้อยู่ที่กกต.ในฐานะต้นเรื่องได้ตอบรับใบสมัครไปตั้งแต่ต้น คงเป็นข้อถกเถียงในอนาคตว่าเกณฑ์อาชีพแค่ไหน อย่างไร เวลานี้คงทำอะไรไม่ได้ เพราะกระบวนการผ่านจากต้นทางคือ กกต.รับรองอาชีพเหล่านั้น

ผลงานแรกของสว.ที่เราจะเห็นคือ การตั้งกรรมการในองค์กรอิสระที่จะเกิดขึ้นจะเป็นตัววัดที่สำคัญ วันนี้เราอาจตอบไม่ได้จนกว่าจะเริ่มเห็นว่าผลจากการเลือกบุคคลลงตำแหน่งในองค์กรอิสระจะออกมาอย่างไร เป็นสิ่งที่สังคมเฝ้าดู

แม้อำนาจบางอย่างในสว.ชุดปัจจุบันจะน้อยกว่าสว.ชุดเก่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าบทบาทของวุฒิสภายังเป็นกลไกสำคัญ โดยเฉพาะกลไกการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะรัฐธรรมนูญไทย ช่วงหลังให้ความสำคัญกับองค์กรอิสระมาก

คงต้องรอดูและให้โอกาสกลุ่มคนที่ถูกตั้งข้อสังเกตเมื่อเข้าสู่สภาแล้วจะมีบทบาทอย่างไร การคัดเลือกคนในองค์กรอิสระจะเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญถึงบทบาทของสว.ชุดใหม่ว่าอยู่ใต้อาณัติ หรือตอบแทนบุญคุณใคร

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชื่อว่าจะยากขึ้นเพราะท่าทีจะถูกสะท้อนจากสภาผู้แทนฯ ขึ้นไป เราเห็นองค์ประกอบของสว. ทำให้หลายคนเชื่อว่าการแก้กฎหมายฉบับสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีรัฐธรรมนูญคงเป็นปัญหาที่ยากลำบากขึ้น

การบ้านข้อแรกที่อยากฝากสว.ชุดนี้ เมื่อวุฒิสภาได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วคงมีภาระใหญ่ๆ 1.งานตกค้างที่มาจากวุฒิสภาเก่า 2.ปัญหาเฉพาะหน้าคือ บทบาทการพิจารณากฎหมายที่ต้องผ่านเข้าสภา เราอยากเห็นสว.ทำหน้าที่ให้ดี ไม่ใช่เป็นตัวแทนพรรคใดพรรคหนึ่ง

และ 3.บทบาทในการตั้งองค์กรอิสระ อยากเห็นบทบาทที่ตรงไปตรงมา เพราะว่าองค์กรเหล่านี้มีผลอย่างสำคัญต่อการเมือง

3 โจทย์เฉพาะหน้าคงเป็นโจทย์ใหญ่มโหฬารแล้ว รวมถึงการตั้งโจทย์ที่ 4 คือ การจัดกรรมาธิการต่างๆ ของวุฒิสภาซึ่งปกติได้รับการยอมรับว่าเป็นกรรมาธิการที่มีคุณภาพ แต่ชุดที่แล้วมีข้อถกเถียงอยู่พอสมควร แต่รอบนี้ถูกคาดหวังมากกว่า เพราะชุดที่แล้วเรารู้ที่มาที่ไปของ สว.ตั้งแต่ต้น

สติธร ธนานิธิโชติ

ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย

สถาบันพระปกเกล้า

การพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้อยู่ใต้คอนโทรลหรือเข้ามาตอบแทนบ้านใหญ่นั้นก็เหมือนสว.ชุดที่แล้วที่มาจากการแต่งตั้ง จะบอกไม่ได้อยู่ในอาณัติใครหรือไม่มีใครสั่งได้ก็พูดยาก เพราะสว.ชุดนี้ที่มาที่ไปก็เห็นร่องรอยกันอยู่

ดังนั้นคงต้องสู้ด้วยการทำงานตามบทบาทหน้าที่ และเชื่อมโยงกับประชาชน เพื่อให้เสียงวิจารณ์ลดลงไป

การที่สว.ถูกมองเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองส่วนหนึ่งเป็นจุดแข็งและควรทำให้เป็นโอกาส เพราะความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจะมีข้อดีตรงที่สามารถทำงานเชื่อมโยงกับประชาชนได้ดีกว่าคนที่ลอยมา แต่งตั้งมา หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับเลือกมา ที่ความเชื่อมโยงกับประชาชนอาจน้อย

ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พลิกโฉมสว.โดยจับมือทำงานร่วมกันระหว่างสว.ที่บอกว่ามาจากประชาชน กับสว.ที่ถูกมองว่าเป็นสายบ้านใหญ่

ส่วนสว.บางคนที่มาไม่ตรงสายอาชีพ ไม่ว่ามาจากอาชีพไหนก็ต้องปรับตัว บางคนไม่ตรงสายงานแต่มีประสบการณ์ที่จะทำงานได้ และมีกลไกขององค์กรที่ช่วยในการทำงาน เช่น สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่จะคอยสนับสนุน รวมถึงดูแลการปฏิบัติตัว ข้อกฎหมาย

บทบาทหน้าที่สว.ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษเรื่องการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระ เพราะหากเชื่อมโยงการเมืองการแต่งตั้งองค์กรอิสระจะโปร่งใสและเป็นอิสระจริงหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าน่าเป็นห่วง จะเห็นชอบใครหรือไม่เห็นชอบใครโดยไม่มีใบสั่งคงเป็นไปได้ลำบาก

คนที่เข้าไปเป็นกรรมการก็จะถูกมองว่าได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายการเมืองไปในตัว เป็นปัญหาที่การออกแบบ การได้มาซึ่งกรรมการในองค์กรอิสระ ที่เราฝันหวานว่าจะมีสว.ที่เป็นอิสระเข้ามาเลือก แต่ในความเป็นจริงไม่ว่าสว.จะมาจากระบบใดก็ไม่มีความเป็นอิสระจริง ต้องเชื่อมโยงเครือข่ายและสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองไม่มากก็น้อย

จะโทษสว.ก็ไม่ได้เพราะระบบถูกวางและออกแบบมาอย่างนี้ และสว.เห็นความสำคัญว่าเมื่อระบบเป็นแบบนี้การรวมกลุ่มจะเอาชนะเพื่อคุมเกมตามบทบาทหน้าที่ ที่มาของเขาก็ถูกออกแบบมาตามรัฐธรรมนูญโดยคนร่างรัฐธรรมนูญ

ส่วนความคาดหวังกับสว.ชุดนี้ที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญไก็คงต้องดูเป็นเรื่องๆ ไปสว.มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองก็ต้องดูว่ากลุ่มการเมืองนั้นมีจุดยืนต่อการแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร การแก้ไขก็จะเป็นไปตามทิศทางที่ตรงกับฝ่ายการเมืองที่อยู่ในสภา

ขอฝากการบ้านไปถึงสว.ชุดนี้ ให้ทำงานตามภาระหน้าที่ของสว. แม้ประชาชนไม่ได้เลือกแต่บุคคลเหล่านี้คือผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ จึงมีการบ้านสำคัญ คือการพิจารณากฎหมายหลายฉบับที่ประชาชนรอ เพราะถูกเสนอโดยภาคประชาชน ให้พิจารณาโดยยึดประโยชน์ของประชาชน

รวมถึงความคาดหวังเรื่องคัดกรองคนเข้าไปเป็นองค์กรอิสระ สว.ควรใช้บทบาทที่ได้รับสอบถามภาคประชาชน ก่อนตัดสินใจอะไรให้เห็นหัวประชาชน งานในกรรมาธิการขอให้สว.พลิกโฉมให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ เปิดประตูให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทำงานด้วย

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ภาควิชาประวัติศาสตร์

คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

เมื่อประเมินจากภูมิหลังที่มา รวมถึงการกระจุกตัว เช่นที่ จ.บุรีรัมย์ ก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าบ้านใหญ่สีน้ำเงินยึดครองได้ค่อนข้างชัดเจนและแน่นอน ซึ่งเป็นไปตามกติกาที่วางเอาไว้

คิดว่าคนที่วางกติกาหวังว่ากลุ่มฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายมหาดไทยจะได้เข้ามามากกว่า แต่การวางหมากไม่เป็นไปอย่างที่คิด คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต กลุ่มสีน้ำเงินก็เลยได้เข้าไป

ส่วนจะส่งผลอย่างไรต่อการทำหน้าที่ในสภาสูงก็ขึ้นอยู่กับพรรคสีน้ำเงินจะตัดสินใจเดินไปทางไหน ถ้าจะเดินสายอนุรักษนิยม ผูกสัมพันธ์กับเครือข่ายอำนาจเดิม สว.สีน้ำเงินเหล่านี้ก็จะกลายเป็นแบ๊กอัพให้กลุ่มอนุรักษนิยมอย่างแข็งแกร่ง

แต่พรรคสีน้ำเงินจำเป็นต้องพึ่งพาเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคสีน้ำเงินกับสว.สีน้ำเงินก็ต้องเล่นเกมให้เห็นชัดๆ คือทำให้รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างจริงจังนัก

เพราะถ้าสัมพันธ์กันแล้วผลักให้ สว.สีน้ำเงินทำงานร่วมกับกลุ่มอนุรักษนิยมก็อาจเสียคะแนนเสียงที่ต้องพึ่งพิงเสียงจากประชาชนในการเลือกตั้ง สส. ทำให้สว.สีน้ำเงินต้องโอนอ่อนผ่อนตามประชาชนมากกว่า สว.ที่ถูกแต่งตั้งโดยทหาร ดังนั้นการทำหน้าที่ของสว.ชุดใหม่ก็อาจดีขึ้น หรือไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้

ส่วนตัวหวังว่า สว.ที่เข้ามาจะสามารถเลือกที่ปรึกษาหรือตั้งคนทำงานที่จะผลักดันให้เขาทำงานได้ดีขึ้นเพื่อลบภาพที่ติดลบอยู่ หวังว่าพรรคสีน้ำเงินจะเลือกบุคคลที่จะช่วยให้ สว.ทำงานได้ไม่เสียหน้า และอยู่ในระดับที่พอจะมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับ สว.หลายคนที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติก็คาดหวังว่าเขาจะได้บุคคลที่มีคุณภาพเข้ามาช่วยงาน ต้องรอดูว่าจะแต่งตั้งคนมาช่วยงานย่างไร ถ้าแต่งตั้งจากบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายเดิม เป็นการตอบแทนโดยตรง ก็ต้องเหนื่อยกันทั้งหมดทุกฝ่าย เชื่อว่าคงแบ่งสัน เช่นตั้งผู้ช่วยได้ 10 คนอาจมีพวกสีน้ำเงินแค่บางส่วนเพื่อไม่ให้เสียหายไปถึงพรรคสีน้ำเงิน

สำหรับ สว.ชุดใหม่นี้ส่วนตัวคาดหวังปีกก้าวหน้าต้องเข้ามาสื่อสารกับสังคมให้หนักขึ้น เมื่อปีกก้าวหน้าที่มีจำนวนน้อยสามารถสื่อสารให้สังคมเห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคัดค้านกฎหมายบางเรื่อง ส่งเสริมกฎหมายบางเรื่อง หากพูดกับสังคมให้หนักสังคมก็จะเป็นตัวกดดันพรรคสีน้ำเงินและพรรคสีน้ำเงินก็จะไปกดดัน สว.ของเขา ดังนั้น สว.ควรพูดกับสังคมให้หนักหน่วง เข้มข้นมากขึ้น

ขอให้ สว.ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนที่จะถูกตราหน้า หรือถูกล็อกไว้ตั้งแต่ต้น หรือคนที่เราตั้งความหวังไว้ ขอให้ร่วมกันคิด ทำงานเพื่ออนาคตของบ้านเมือง

—–

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน