เป็นประเด็นร้อน เมื่อชาวนาบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วยกับ “โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง”มองว่าเป็นการเพิ่มภาระให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมกับเรียกร้องไม่ให้ยกเลิกโครงการชดเชยเยียวยาไร่ละ 1,000 บาท ทำให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมนานกว่า 30 นาที

หลังประชุม ครม. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ แจ้งในที่ประชุมว่าโครงการชดเชยเยียวยาไร่ละ 1,000 บาท กับโครงการปุ๋ยคนละครึ่งเป็นคนละโครงการกัน

โครงการชดเชยเยียวยา 1,000 บาท มีสมัยรัฐบาลที่แล้วที่เติมให้ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ เป็นโครงการช่วยเหลือในเหตุการณ์วิกฤต ปีที่ผ่านมาราคาข้าวอยู่ 7,000-8,000 บาทต่อตัน แต่ปัจจุบันราคาข้าวดีขึ้นแล้วจึงทำให้เกิดโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนของเกษตรกรชาวนา และเพิ่มจำนวนผลผลิตต่อไร่ของข้าว เป็นโครงการที่ยั่งยืนและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ทำให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง

ส่วนที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้นได้พูดคุยกันอย่างชัดเจน ต้องไม่ใช่ตกอยู่ในมือผู้ค้าปุ๋ยแค่ 2-3 ราย เราเน้นย้ำเรื่องการทุจริตด้วย

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ชี้แจงว่า โครงการนี้เป็นมติที่เห็นชอบโดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) คณะกรรมการนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งผู้แทนจากนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกมาเป็นมติ และนำส่งให้ครม.เห็นชอบ

สิ่งเหล่านี้เป็นการเรียกร้องของเกษตรกรชาวนา ตามที่ตนเคยแสดงวิสัยทัศน์ว่าจะนำไปสู่โครงการ “ปุ๋ยแม่นยำ ถูกสูตร ถูกที่ ถูกเวลา” เพื่อต้องการเพิ่มผลผลิตและให้ข้าวมีคุณภาพ

จากนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว จัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

โดยธ.ก.ส.และกรมส่งเสริมการเกษตร จะเปิดโอกาสให้เกษตรกรลงทะเบียนว่าสนใจโครงการนี้หรือไม่ ต้องดูตรงนี้ ไม่ใช่ไปบังคับยัดปุ๋ยให้ชาวบ้าน

“การสื่อสารต้องทำให้เข้าใจว่าเรื่องนี้เกษตรกรและชาวนาต้องลงทะเบียนเองว่ายินดีจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ ตรงนี้ต้องแยก บางคนไปวิจารณ์เสียหาย บอกว่าเป็นการเพิ่มภาระให้เกษตรกร ยืนยันหากเกษตรกรชาวนาไม่เข้าร่วม ก็ไม่ได้บังคับ”

สิ่งสำคัญที่มองกันว่าล็อกสเป๊กปุ๋ย ล็อกสูตรปุ๋ย และบริษัทหรือไม่ บอกเลยว่าไม่ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกบริษัทและทุกยี่ห้อเข้าร่วมโครงการ

หลายท่านถามว่าหากชาวนาไม่ต้องการปุ๋ย แต่ต้องการไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการของรัฐ ไว้ใช้เมื่อเกษตรกรมีปัญหา จากการปลูกข้าวที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งเกิดจากน้ำแล้งหรือน้ำท่วม ส่งผลให้ข้าวเสียหาย รัฐต้องเข้าไปเยียวยา

ขณะเดียวกัน ถ้าราคาข้าวปีไหนตกต่ำมาก ตันละ 7,000-8,000 บาท ชาวนาอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่า รัฐจะเข้าไปสนับสนุน โดยดูแลค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1,000 บาท รัฐบาลนี้ประกาศชัดเจน จะต้องพัฒนาคุณภาพข้าว เพิ่มปริมาณต่อไร่ และราคาข้าวต้องสูง ไม่ควรจะต่ำกว่า 11,000 บาท ถึง 15,000 หมื่นบาทต่อตัน แล้วแต่ชนิดพันธุ์ข้าว

เมื่อข้าวราคาสูง ถามว่ารัฐจะต้องเข้าไปสนับสนุนอีกหรือ แต่ถ้าข้าวราคาต่ำ รัฐต้องเข้าไปสนับสนุนอยู่แล้ว ตรงนี้คนละเรื่องกัน ยืนยันว่าไร่ละ 1,000 บาทรัฐยังสนับสนุน หากเกิดวิกฤตกับพี่น้องชาวนา โครงการนี้ไม่ได้ยกเลิก

การวิจารณ์โดยนำไปโยงกันถือเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน มันคนละเรื่อง อย่าเอา 2 เรื่องมาผูกให้เป็นเรื่องเดียวกัน

โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ตอนนี้กระบวนการดำเนินการต้องไม่ให้เปิดช่องทางให้ข้าราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปแสวงหาประโยชน์ ส่วนผู้ประกอบการปุ๋ยจะต้องไปลงทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ถือเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบคุณภาพของปุ๋ย เพราะเดี๋ยวจะได้ปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพอีก

“เมื่อลงทะเบียนแล้ว กรมวิชาการเกษตรจะต้องให้บริษัทนั้นๆ นำตัวอย่างมาทดสอบหรือเทสต์ ซึ่งปุ๋ยที่ใช้แต่ละแปลงนาไม่เหมือนกัน” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

ด้าน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า มติ ครม.เมื่อ 25 มิ.ย.2567 รัฐบาลจะช่วยค่าปุ๋ยครึ่งหนึ่ง เมื่อมีมติแล้วนายกฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ สส.พรรคร่วมรัฐบาลได้สะท้อนความเห็นของชาวนากลับมา จึงนำประเด็นดังกล่าวมาหารือวันนี้

ความเห็นส่วนใหญ่ชาวนามองว่าปีที่ผ่านมาช่วยเหลือไร่ละ ไม่เกิน 1,000 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ เท่ากับช่วย 20,000 บาท แต่ครั้งนี้ช่วยไร่ละไม่เกิน 500 บาท และไม่เกิน 20 ไร่เท่ากับเหลือ 10,000 บาท น้อยลงไปกว่าครึ่ง และยังจ่ายค่าปุ๋ยเป็นเงินด้วย สส.จึงกังวลว่าชาวนาจะผิดหวัง

ที่ประชุม ครม.จึงถกเถียงกัน ในที่สุดได้ตกผลึกข้อสรุปว่า กลุ่มชาวนามีกว่า 4 ล้านกว่าครัวเรือน หรือ 20 กว่าล้านคน และราคาข้าวเปลือกไม่เคยดีเลย ชาวนาแทบไม่เหลืออะไรเลย ทำให้รายได้ไม่พอยังชีพ รัฐบาลจึงสนับสนุนตามมาตรการของปีที่แล้ว แต่ปีนี้ข้าวราคาดี จึงไม่ต้องพุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนเงินช่วยเหลือ จึงหันมาดูเรื่องภาคการผลิตและเสนอโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง

โดยมีปุ๋ยให้เลือก 15 สูตร และผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้จำกัดอย่างที่ถูกครหา ยืนยันว่าเป็นเรื่องไม่จริงที่ถูกวิจารณ์ว่าทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อคอร์รัปชั่นผูกขาดกับบริษัทเพียงไม่กี่ราย

ผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนกว่า 50 บริษัท และแต่ละพื้นที่ไม่ได้เจาะจงว่าจะให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ขายปุ๋ยให้ชาวนา ยืนยันว่าโครงการนี้ชาวนาเป็นผู้เลือกปุ๋ยเอง

ทั้งนี้ โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เป็นไปตามมติครม.มีมติเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2567 เห็นชอบโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภายใต้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ

กลุ่มเป้าหมาย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 4.68 ล้านครัวเรือน ซึ่งลูกค้าธ.ก.ส.ที่เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้สามารถเข้าร่วมโครงการได้

ระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่ 15 ก.ค.2567-31 พ.ค.2568 วงเงินรวม 29,980.17 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินทุน ธ.ก.ส.สำรองจ่าย 29,518.02 ล้านบาท และงบกลาง 462.15 ล้านบาท

วิธีดำเนินการและเงื่อนไขโครงการ

สนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ในราคาครึ่งหนึ่ง (เกษตรกรชำระเงินค่าปุ๋ยและชีวภัณฑ์ครึ่งหนึ่ง และรัฐบาลสมทบค่าปุ๋ยและชีวภัณฑ์อีกครึ่งหนึ่ง) ไม่เกินครัวเรือนละ 500 บาท ต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาท ตามราคาปุ๋ยที่จ่ายจริง รวมมูลค่าปุ๋ยไม่เกิน 20,000 บาท

ปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นปุ๋ยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือหนังสือสำคัญรับแจ้งถูกต้องตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และชีวภัณฑ์ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตาม พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เกษตรกร 1 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกหลายพื้นที่ ใช้สิทธิ์รวมได้ไม่เกิน 20 ไร่ และไม่ซ้ำซ้อน ตามที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 กับกรมส่งเสริมการเกษตร

เกษตรกรต้องนำไปใช้จริง ห้ามนำไปจำหน่าย แจกจ่าย

สหกรณ์การเกษตรต้องส่งมอบปุ๋ยและชีวภัณฑ์ให้เกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากเกษตรกรยังไม่ได้รับปุ๋ยและชีวภัณฑ์ ธ.ก.ส.จะคืนเงินที่เกษตรกรชำระทั้งหมดให้เกษตรกร

เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต้องใช้สิทธิ์ผ่านแอพฯธ.ก.ส. ที่จะเปิดให้ใช้บริการวันที่ 15 ก.ค.2567

จากนั้นระบุปุ๋ยสูตรที่เข้าร่วมโครงการ และชำระเงินค่าปุ๋ยและชีวภัณฑ์ครึ่งหนึ่งผ่านแอพฯธ.ก.ส.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน