“เศรษฐา” ไม่เท ตอบกระทู้ทุกเม็ด “ศิริกัญญา” จี้ถาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้าน “นายกฯ” ย้ำรอฟัง 24 ก.ค.นี้ มั่นใจมีความชัดเจนเรื่อง ดิจิทัลวอลเล็ต
เมื่อเวลา 11.12 น.วันที่ 11 ก.ค. 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ มาตอบกระทู้ด้วยตัวเอง เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม
โดยก่อนถามกระทู้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ต้องขอบคุณนายกฯ ที่ยังอุตส่าห์เห็นคุณค่าของสภาผู้แทนราษฎร ยังคงยึดถือหลักการตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติ และยังเคารพต่อหลักการว่ารัฐสภาเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด ท่านได้ตอบรับมาตอบกระทู้เวลา 07.30 น. ตนก็ขอแสดงความขอบคุณ
ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ท่านมาตอบกระทู้สดของพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด แต่นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะในสัปดาห์หน้าขอให้ท่านเคลียร์ตารางไว้ได้เลย เพราะเราได้เตรียมข้อมูลที่จะถามนายกฯ เอาไว้แล้ว หรือถ้าสัปดาห์หน้าท่านเคลียร์ตารางไม่ทัน แต่ท่านว่างวันพฤหัสฯ ไหนแจ้งเรามาได้เลย เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวก
จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ถามคำถามแรกว่า เกี่ยวกับคำแถลงของรมช.คลัง เกี่ยวกับดิจิทัลวอลเล็ต มีประชาชนสอบถามมากมายว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งในเนื้อหาที่รมช.คลังแถลง มีการปรับแก้เงื่อนไข และมีเงื่อนไขเพิ่มเติมออกมามากมาย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา
จากเดิมบอกว่าใช้ซื้อโทรศัพท์มือถือได้ แต่วันนี้บอกซื้อไม่ได้ วันก่อนบอกซื้อปุ๋ยไม่ได้ วันนี้บอกว่าซื้อได้แล้ว และมีเงื่อนไขประหลาดเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็บอกว่าจะใช้ซื้อไม่ได้ ทั้งที่คนไทยผลิตเองจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น พัดลม
แต่ที่สำคัญที่สุดประชาชนกังวล คือ การปรับลดเป้าหมายเหลือ 45 ล้านคน โดยอ้างว่าจะมีคนที่มีสิทธิแต่ไม่มาลงทะเบียนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ 50 ล้านคน เหลือ 45 ล้านคน และอาจจะไม่ยืมเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) แล้ว เท่ากับว่ามีเงินที่จะแจกเพียง 4.5 แสนล้านบาท
“คำถามคือตอนนี้งบประมาณมีไม่พอแล้วหรือว่าอย่างไร ทำให้หามาได้เพียงแค่ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งงบปี 67 จากที่เคยจะใช้ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ตอนนี้เหลือเพียงแค่ 1.65 แสนล้านบาท ที่เหลือจะใช้ของงบปี 68 จำนวน 2.85 แสนล้านบาท
คำถามที่ประชาชนสงสัย คือ แล้วอย่างนี้ถ้าสุดท้ายคนมาลงทะเบียนเต็ม 50 ล้านคน จะทำอย่างไร เขายังจะได้รับสิทธิอยู่หรือไม่ และถ้ามีมาครบ 50 ล้านคนจริงๆ อีก 5 หมื่นล้านบาท จะเอาเงินที่ไหนมาใช้ หรือจะใช้เงินคงคลัง
แต่สิ่งที่ท่านน่าจะทราบและดิฉันก็เป็นกังวล คือ เรื่องที่บอกว่าจะต้องใช้งบ 67 จากการบริหารจัดการ 4.3 หมื่นล้านบาท บริหารจัดการงบ 68 อีก 1.32 แสนล้านบาท มันคืออะไร คำถามคือตกลงจะมีการใช้งบกลางของปี 67 หรือไม่ หรือจะไปบริหารจัดการอย่างไร จะมีการใช้เงินทุนสำรองจ่ายที่อยู่ในอำนาจของรมว.คลังหรือไม่” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ด้าน นายเศรษฐา ตอบคำถามยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับสภาฯ ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะหลีกหนี แต่มีภารกิจแน่นเหลือเกิน ที่เมื่อช่วงเช้าเพิ่งแจ้งมา เพราะพยายามจะเลื่อนประชุมเพื่อจะตอบสนองความต้องการของ สส. เมื่อวานนี้ก็ลงพื้นที่ทั้งวัน แต่เห็นว่าน้อยใจจะไม่ถาม ตนจึงพยายามที่จะมาตอบให้ได้ แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากมาตอบได้ก็จะพยายามมาตอบอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่ถามเกี่ยวกับดิจิทัลวอลเล็ตนั้น จะมีการแถลงวันที่ 24 ก.ค.นี้ และที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เรื่องประเภทสินค้านั้น เป็นตัวบ่งบอกว่ารัฐบาลฟังความคิดเห็นของประชาชน อะไรจะซื้อได้ ซื้อไม่ได้ ก่อนที่โครงการจะออกมาก็เป็นเรื่องที่เราต้องรับฟังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ผู้ประกอบการ หรือฝ้ายค้านก็ตาม ว่าอะไรเหมาะสมอะไรไม่เหมาะสม
ซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญและพูดคุยกันตลอด เพื่อจะได้ปรับปรุงให้โดนใจประชาชน และถูกวัตถุประสงค์หลักของการออกโครงการนี้มา คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องงบประมาณต่างๆ เรามีการกันงบกลางไว้ประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท ที่บอก 4.5 แสนล้านบาท ลดลงมาจาก 5 แสนล้านนั้น เราดูจากสถิติเก่าที่รัฐบาลเก่ามีการแจกเงิน และดูว่าคนที่ไม่เข้าสิทธิมีกี่คน แต่ก็พยายามเตรียมงบประมาณให้เต็มที่
มั่นใจว่าจะวิเคราะห์ให้ดีว่าต้องตรงจุด เป็นไปตามกฎหมาย ซื่อสัตย์สุจริต เป็นไปตามกฎกติกาในการใช้งบประมาณที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ย้ำว่าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตเป็นนโยบายหลักของเรา เหตุผลที่เราต้องใช้เงินหมื่นบาทต่อคนและจำกัดพื้นที่การใช้ เพราะเราไม่ต้องการให้การใช้อยู่ที่หัวเมืองหลักอย่างเดียว
การที่ประชาชนที่มีบัตรประชาชนอยู่ในพื้นที่ไหน อำเภออะไรก็ให้ใช้ที่นั่น เพื่อที่เงินที่เราให้ใช้ในอำเภอนั้นจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนั้น เพราะบางจังหวัดยังมีจีดีพีต่ำ และบางจังหวัดมีการพัฒนาต่ำ เช่น จ.หนองบัวลำภู จ.มหาสารคาม เพื่อพัฒนาเศษฐกิจภูมิภาค
“มั่นใจว่าวันที่ 24 ก.ค. จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในแง่ของงบประมาณ ประเภทสินค้าที่จะออกมา” นายเศรษฐา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา ถามข้อที่สองว่า เมื่อนายกฯ ตอบว่า เพราะต้องใช้งบกลาง 4.3 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะทำดิจิทัลวอลเล็ต ก็จะทำให้ปริศนาทุกอย่างกระจ่างขึ้น เพราะที่ผ่านมาที่นายกฯ เริ่มบริหารราชการแผ่นดินมากว่า 10 เดือนแล้ว เราก็มีข้อสังเกตว่าในงบกลางของปี 67 แทบจะไม่ได้อนุมัติเลย
ทั้งที่ประชาชนมีปัญหาหลายเรื่องที่ต้องรอการแก้ไข แต่กลับไม่มีอะไรออกมาเลยในช่วงระยะนี้ เป็นเพราะว่าท่านต้องเก็บเงินก้อนนี้ไปใช้เพื่อดิจิทัลวอลเล็ตนั่นเอง ซึ่งประชาชนก็ยังจะต้องรอต่อไปจนถึงไตรมาส 4 ซึ่งไม่รู้ว่าเดือน ต.ค. พ.ย. หรือ ธ.ค. กันแน่ ที่เราจะได้รับเงินตรงนี้หรือว่าหลังจากนั้นก็เป็นไปได้
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ที่ต้องถามงบกลางของปี 67 เพราะที่ผ่านมาสภาฯ อนุมัติงบไปแล้ว และก่อนที่สภาฯ จะอนุมัติก็มีการใช้งบไปพลางก่อน แต่กลับมีการอนุมัติจากครม. เพียงแค่ 1.4 หมื่นล้านบาทเศษเท่านั้น ที่ต้องกังวลเพราะมีปัญหาที่เร่งด่วนกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เงินเฟ้อจะลงจะขึ้นอย่างไรประชาชนอาจจะไม่ได้สนใจ
แต่สิ่งที่ประชาชนสนใจและกังวล เพราะเวลาที่ราคาข้าวของแพงขึ้น ราคาไม่ได้ลดลงตามเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน โซฮอลล์ 95 เมื่อ 5 ปีก่อนเราจ่ายลิตรละไม่ถึง 30 บาท แต่ทุกวันนี้ลิตรละเกือบ 40 บาทแล้ว
ราคาไข่ไก่จากเคยฟองละ 4 บาท เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนี้ขึ้นมาเป็น 5 บาท และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ราคาไก่ ไก่สดเป็นตัว จาก 5 ปีที่แล้วเคยอยู่ที่ตัวละ 200 บาท ตอนนี้ขึ้นมาเป็น 230 บาท หมูก็มีราคาที่สูงขึ้น ค่าไฟก็ยังแพงเหมือนเดิม ถึงแม้ตอนนี้เราจะมีการปรับโครงสร้างแล้วก็ยังต้องเอาเงินส่วนหนึ่งไปใช้หนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) อยู่ดี ถึงแม้จะมีการอนุมัติงบกลาง 1.9 พันล้านบาท
นอกจากรัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรที่จะมาช่วยเหลือค่าครองชีพให้ประชาชน ปัญหาอื่นก็ยังตามมา ถึงแม้นายกฯ จะเลิกพูดแล้วว่า เศรษฐกิจไทยวิกฤต แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงปัญหาที่มีโรงงานปิดกิจการเป็นจำนวนมาก และมีเอสเอ็มอีทยอยล้มหายตายจากกันไประลอกใหญ่
ซึ่งข้อมูลการปิดโรงงานมีมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วคาบเกี่ยวกับที่นายกฯ เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งถ้ารวมตั้งแต่ปี 66 ถึงไตรมาสสองของปี 67 มีโรงงานปิดตัวไปแล้วเกือบ 2,000 แห่ง กระทบกับการจ้างงานเกือบ 50,000 ตำแหน่ง
ถ้านับเฉพาะที่นายกฯ เข้ามารับตำแหน่งปิดไปแล้ว 1,217 โรง และเป็นโรงงานขนาดใหญ่ แต่มีการเปิดโรงงานเพียงแค่ 1,264 โรง ซึ่งกลายเป็นโรงงานขนาดเล็ก คำถามคือมีการของบกลางไปช่วยพยุงราคาน้ำมัน 6.5พันล้านบาท แต่ท่านกลับไม่อนุมัติ ทั้งๆ ที่งบกลางก็ไม่ได้ใช้ เพราะจะเก็บไว้ใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตปลายปีนี้
ถ้าไม่อยากอุดหนุนราคาน้ำมันด้วยการลดภาษีสรรพสามิตแบบเดิม ก็อาจจะเลือกหนุนเฉพาะกลุ่มก็ได้ เช่น ภาคขนส่ง โดยสารสาธารณะ โดยแจกคูปองให้มีน้ำมันที่ราคาถูกลง หรือแจกคูปองลิตรละ 5 บาทให้ประชาชน อาจจะมีมาตรการช่ายเหลืออยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่คนเดือดร้อน จึงอยากทราบว่านายกฯ มีแนวโน้มที่จะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร โดยที่ไม่ต้องรอดิจิทัลวอลเล็ต

ด้านนายเศรษฐา ชี้แจงว่า เราใช้งบกลางในการดูแลเรื่องค่าน้ำมัน ค่าไฟ ด้านการเกษตร สถานพยาบาลต่างๆ ส่วนเรื่องที่ยังไม่มีความกระจ่างในเรื่องงบกลางนั้น คราวหน้ามาแถลงอีกครั้งแล้วจะเอารายละเอียดมาให้ดูว่า เราใช้งบกลางทำอะไรบ้าง เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจโดยรวมที่บอกว่ามีการปิดโรงงานและไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เราเห็นต่างกันเยอะในเรื่องของวิกฤตหรือไม่วิกฤต ต้องกระตุ้นหรือเปลี่ยนโครงสร้างหรือไม่ ท่านทราบดีอยู่แล้วว่า 10 ปีที่ผ่านมาจีดีพีโตต่ำต้อยเหลือเกิน ไม่มีการทำโครงการใหญ่ๆ เลย
การเจริญเติบโตส่วนใหญ่เป็นในรูปแบบพีระมิด คือ ช่วงบนโตขึ้น คนที่รวยแล้วก็รวยอีก รวยไปเรื่อยๆ ขณะที่คนจนก็ต่ำต้อยไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด การลงทุนก็อยู่แค่ 1% ส่งออกก็ติดลบ
ขณะที่เรื่องการปิดตัวของโรงงานนั้น ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเข้ากับความต้องการของโลกสมัยใหม่ ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมาเรามีการปรับตัวที่ช้ามาก จึงเป็นที่มาของการที่ตนต้องเดินทางต่างประเทศ ต้องมีการเจรจากับบริษัทใหญ่ต่างๆ เพื่อจะเข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในการรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ สร้างกำไรให้ประชาชนทุกคนทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น
หรือแม้กระทั่งการเดินทางไปประเทศจีนเพื่อนำรถอีวีเข้ามา ซึ่งปัจจุบันก็มีบริษัทเข้ามาลงทุนมาเยอะ แม้จะมีการสะดุด ยอดขายตกไปบ้าง แต่เราก็ยังเดินหน้าต่อ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของไฮบริดจ์ที่เราต้องดูแลคู่ค้าที่มาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำให้ซัพพลายเชนแข็งแกร่ง
ส่วนเรื่องจีโอโพลิกติกส์เป็นเรื่องสำคัญ แม้ประเทศไทยจะมีจุดยืนเป็นกลาง ไม่ทะเลาะกับใคร และพร้อมจะเป็นคู่ค้ากับทุกคนก็ทำให้เรามีการส่งออกได้น้อยลง นี่จึงเป็นเรื่องที่เราต้องมีจุดยืนด้านการต่างประเทศที่ชัดเจน และเดินทางไปพูดคุยกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกตลอดเวลา เพื่อทำให้เขามีความมั่นใจที่จะมาลงทุนและซื้อสินค้าไทย
สำหรับเรื่องบริโภคในประเทศ หากตัดเรื่องภาคท่องเที่ยวออกไปก็ถือว่าไม่มีการเจริญเติบโตเท่าที่ควร และตั้งแต่เราเข้ามา เรื่องท่องเที่ยวที่ถือเป็นนโยบายหลัก แม้ไม่ได้ใช้งบประมาณเป็นหลัก แต่เราก็สามารถพยุงเศรษฐกิจได้ เช่น เรื่องวีซ่าฟรี
“ยืนยันว่ารัฐบาลพยายามจะทำมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เพิ่งผ่าน 10 เดือนเท่านั้นเอง พวกท่านคงทราบดีว่าการจะลงทุนเป็นแสนๆ ล้านนั้น ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าเขาจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ก็มีการพัฒนาไปในขั้นตอนต่างๆ ควบคู่ไปกับเรื่องของเอฟทีเอด้วย” นายกฯ กล่าว

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การที่นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามของตน เท่ากับว่ายืนยันว่าจะไม่มีมาตรการที่จะพยุงค่าครองชีพให้ประชาชนในระยะสั้น รวมถึงจะไม่มีการไปแก้ปัญหาโรงงานปิดกิจการ เพราะจากที่นายกฯ เล่ามาทั้งหมด แน่นอนว่าวิเคราะห์ปัญหาถูก วินิจฉัยโรคถูกหมด แต่ทางออกยังมืดแปดด้าน เพราะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมว่า ตอนนี้โดยที่ไม่ต้องรอดิจิทัลวอลเล็ต เราก็จะปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร
ตนเสนอว่าถ้ารัฐบาลสร้างแรงจูงใจให้ท้องถิ่นเอาเงินสะสมของตัวเองออกมาใช้ เป็นโครงการลงทุนขนาดเล็กในพื้นที่ให้เกิดการจ้างงาน เศรษฐกิจชุมชนก็จะมีความกระชุ่มกระชวย มีเงินในกระเป๋าขึ้นมาบ้าง ซึ่งเงินนี้มีอยู่จริงไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลออกครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นออกครึ่งหนึ่ง เพื่อเอาไปใช้แก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในพื้นที่ รับรองว่าจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้โดยที่ไม่ต้องรอดิจิทัลวอลเล็ต
จริงๆแล้วมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ท่านทำ ไม่ว่าจะเป็นภาษีอีซี่ รีซีสท์ ลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดภาษีไวน์ ออกมาตรการประกันสินเชื่อพีจีเอส 11 ซึ่งดูแล้วพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรวยหรือชนชั้นกลางเป็นหลัก อาจจะมีกลุ่มเกษตรกรบ้าง เช่น ปุ๋ยคนละครึ่ง แต่ดันออกในช่วงเวลาที่เกษตรกรลงปุ๋ยนาไปหมดแล้ว ติดเงินเชื่อกับบริษัทขายปุ๋ยไปเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้จะมาคนละครึ่งตอนนี้ไปทำไม
ที่สำคัญเน้นไปที่ภาคอสังหา กรณีการเพิ่มสัดส่วนต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ที่นายกฯ เป็นต้นคิด และสั่งการกระทรวงมหาดไทยให้เร่งรัดดำเนินการ ซึ่งมาตรการนี้มีผลกระทบในเชิงลบค่อนข้างมาก ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น ประชาชนที่ไม่มีบ้านได้รับผลกระทบ ไม่มีเงินที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นของต่างชาติ และอาจจะต้องไปเช่าบ้านของต่างชาติด้วย แล้วสุดท้ายคนไทยได้อะไรจากมาตรการนี้ สัดส่วนที่เกิดผลต่อเศรษฐกิจคืออะไร

นายเศรษฐา ชี้แจงว่า เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเรายังทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องใช้งบประมาณก็ได้ เช่น เรื่องของผลผลิต การดูแลพื้นที่ชายแดนใต้ที่มีการดูแลควบคุมไม่ให้มีสินค้าเถื่อนเข้ามา ส่วนเรื่องให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปีนั้น เราก็ให้มีการศึกษาเรื่องนี้ เพราะเป็นการเชื่อมกันหลายอย่าง
ต่างชาติก็อยากให้มีการพิจารณาเพิ่มระยะเวลาลิสโฮลด์จาก 30 ปีเป็น 99 ปี และไม่ใช่เรื่องของการขายชาติ แต่เป็นเรื่องการศึกษาว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะทำ หากทำแล้วจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในไทยสูงขึ้นหรือไม่ ยืนยันว่าจะต้องมีการศึกษาและทำให้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีการกดดันใคร
“ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ภายใต้การนำของผม เราจะวิ่งสู้เพื่ออนาคต และพรรคร่วมทุกพรรคที่อยู่ในรัฐบาลจะช่วยกันวิ่งสู้ต่อไปเพื่อปัจจุบันที่ดีกว่า และจะต้องสู้กับแรงค้านที่ไร้อนาคต” นายเศรษฐา กล่าว