เปิด 4 ความเห็น “ศ.ดร.สุรพล” พยานของ ก้าวไกล ส่งศาลรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรค ชี้ เป็นการกระทำที่อยู่ในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค
เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2567 เพจเฟซบุ๊ก พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความเกี่ยวกับคดียุบพรรคก้าวไกล ระบุว่า ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชน นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นหนึ่งในพยานของพรรคก้าวไกล ที่ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่กกต.ร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคก้าวไกล
โดย ศ.ดร.สุรพล ได้ให้ความเห็นต่อคำร้องของ กกต. ใน 3 ประเด็นหลักเกี่ยวกับคดีนี้ ได้แก่ 1.คำร้องยุบพรรคก้าวไกลของ กกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การยื่นคำร้องยุบพรรคการเมืองของ กกต. ต้องดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 และ มาตรา 93
ซึ่ง มาตรา 92 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง และ มาตรา 93 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกระบวนการขั้นตอนให้ กกต. ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคเสียก่อน โดยกกต.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพิ่มเติมไว้ตามระเบียบกกต. ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง
กรณี กกต. มีมติเสนอคำร้องยุบพรรคก้าวไกลนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่กระทำตามกระบวนการขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ต้องถูกเพิกถอนไป
การใช้การตีความกฎหมายจะต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกันทั้งระบบและเป็นเอกภาพ ไม่ก่อให้เกิดผลประหลาดในทางระบบกฎหมาย กรณีที่ กกต.เห็นว่า มาตรา 92 คือช่องทางการยื่นยุบพรรคช่องทางหนึ่ง และ มาตรา 93 คืออีกช่องทางหนึ่งนั้น
ส่งผลให้วิธีการเสนอคำร้องยุบพรรคมี 2 กระบวนการที่แตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ แบบที่หนึ่ง ไม่ต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้รับทราบข้อกล่าวหาตลอดจนชี้แจงโต้แย้งพยานหลักฐาน แต่กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เลย
ส่วนแบบที่สอง เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้รับทราบข้อกล่าวหา ตลอดจนชี้แจงโต้แย้งพยานหลักฐานต่อกกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วทั้ง 2 มาตราเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคเช่นเดียวกัน ต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเช่นเดียวกัน และจะส่งผลร้ายแรงถึงขั้นยุบพรรคเช่นเดียวกัน
การใช้และตีความกฎหมายเช่นนี้จะก่อให้เกิดผลประหลาดในทางกฎหมาย เช่นนี้แล้วจะบัญญัติ มาตรา 93 และระเบียบกกต.ไว้ในกฎหมายเพื่อเหตุผลใด
กกต.ไม่สามารถอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 มาเป็นฐานในการยื่นยุบพรรคก้าวไกล โดยจงใจไม่ทำตามกระบวนการขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ เนื่องจากเป็นคนละกรณีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังมีกระบวนการขั้นตอนนำคดีขึ้นสู่ศาล ตลอดจนผลในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน
2.การกระทำตามคำร้องในคดียุบพรรคก้าวไกลเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรืออาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เมื่อพิจารณาการกระทำตามคำร้องในคดียุบพรรคก้าวไกล ซึ่งมีหลายการกระทำที่มิใช่การกระทำของพรรค
แต่เป็นการกระทำในฐานะปัจเจกบุคคลหรือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของสส. เห็นได้ว่ามิได้เป็นการใช้กำลังบังคับหรือเป็นการกระทำโดยใช้ความรุนแรง เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสิ้นสุดลง หรือเป็นการกระทำที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปเป็นแบบอื่นแต่ประการใด
กล่าวคือ (1) กรณีการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเพียงการที่สส.ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขกฎหมายเท่านั้น อันเป็นการกระทำที่ชอบด้วยวิถีทางของรัฐธรรมนูญอีกด้วย วิญญูชนทั่วไปย่อมไม่อาจมีทางที่จะเห็นไปได้โดยสามัญสำนึกว่า การเสนอร่างกฎหมายจะเป็นการบ่อนเซาะทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังที่กกต.เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
(2) กรณีการเสนอนโยบายแก้ไข มาตรา 112 ตลอดจนการนำนโยบายมาหาเสียงและเผยแพร่นั้น เป็นการนำเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยมุ่งเน้นประนีประนอมกลุ่มความคิดต่างๆ ในเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเรื่องที่ว่าควรจะต้องมีบทบัญญัติคุ้มครองประมุขของรัฐมิให้ถูกหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นในระดับใด และภายใต้เงื่อนไขใด จึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น กกต.ก็เคยพิจารณาวินิจฉัยยกคำร้องกรณีนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลไว้แล้ว และการนำเสนอนโยบายแก้ไข มาตรา 112 มาใช้หาเสียงเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลก็มิได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.ป.การเลือกตั้งสส. แต่อย่างใดด้วย กกต.ก็มิได้เคยมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือสั่งห้ามนำเสนอนโยบายดังกล่าวในการหาเสียงแต่อย่างใดเลย
(3) กรณีการแสดงออกผ่านการรณรงค์ การปรากฏตัวในที่ชุมนุมของสส.ที่เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล มิใช่เป็นการกระทำของพรรคก้าวไกล หากแต่เป็นการใช้เสรีภาพส่วนบุคคลที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย
(4) กรณีการเป็นนายประกันให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย หรือการเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ในคดีตาม มาตรา 112 ของสมาชิกพรรคก้าวไกลนั้น เห็นว่าการที่สส.ใช้ตำแหน่งประกอบคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจำเลย มิได้หมายความว่า สส.ผู้นั้นจะเห็นด้วยหรือสนับสนุนการกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลย ทำนองเดียวกับการเป็นทนายความหรือผู้พิพากษาแห่งคดีนั้น
นอกจากนี้การกระทำของสมาชิกพรรคกับการกระทำของพรรคเป็นคนละการกระทำกัน หากสมาชิกพรรคถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดก็เป็นการกระทำที่ผู้นั้นต้องรับผิดชอบในการกระทำนั้นเอง ไม่ใช่พรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ หากพรรคต้องมารับผิดด้วยย่อมเกิดผลประหลาดในทางกฎหมาย เพราะเป็นการนำการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองของบุคคลอื่นทั้งหมด
3.ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาให้ยุบพรรคก้าวไกลหรือไม่ มาตรการยุบพรรคการเมืองเป็นมาตรการในการธำรงรักษาประชาธิปไตย แต่กระนั้นการใช้มาตรการนี้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยในที่สุด
หากการยุบพรรคเป็นไปโดยไม่คำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และไม่คำนึงถึงบริบทสภาพแวดล้อมของระบบการเมืองแล้ว อาจส่งผลร้ายในอนาคต อันได้แก่ การทำลายดุลยภาพในทางการเมืองระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่ระบบเผด็จการรัฐสภา
คำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองจึงต้องถูกใช้ในกรณีที่เป็นข้อยกเว้นอย่างแท้จริงเท่านั้น กล่าวคือ เฉพาะกรณีที่การกระทำของพรรคที่ต้องถูกยุบนั้น ขัดหรือแย้งกับอุดมการณ์พื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีการแสดงออกที่ชัดแจ้งว่าต้องการเปลี่ยนแปลงด้วยความรุนแรง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ และมีเหตุผลอย่างหนักแน่นว่าไม่มีหนทางอื่นใดที่จะทำได้นอกจากการยุบพรรคการเมืองนั้น
สำหรับการกระทำตามคำร้องให้ยุบพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นการใช้อำนาจหน้าที่หรือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นวิสัยปกติ เป็นการกระทำที่อยู่ในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค
ศ.ดร.สุรพล เสนอความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า การพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อนของชาติด้วยการวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ เป็นกระบวนการที่ได้ใช้มาแล้วหลายครั้งโดยศาลรัฐธรรมนูญ และแต่ละครั้งก็ไม่เคยทำให้เกิดทางออกหรือทางเลือกใหม่ที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองที่เป็นอยู่
ในทางตรงกันข้าม กลับสร้างความโกรธแค้นชิงชังในทางการเมืองให้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้น และยิ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้ว กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ดังนั้น นอกจากประเด็นข้อกฎหมายที่ได้ให้ความเห็นมาแล้วข้างต้นทั้งหมด ข้าพเจ้าใคร่ขอกราบเรียนต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพที่จะได้กรุณาใช้มโนธรรมและความรัก ความห่วงใยในประเทศชาติและประชาชนชาวไทยโดยรวม ในการวินิฉัยชี้ขาดคดีนี้ด้วยเช่นกัน