จุลพันธ์ ย้ำปลายปีนี้เงินหมื่นถึงมือประชาชน โวดึงร้านค้าร่วม 3 ล้านร้านค้า แจงร้านสะดวกซื้อเอาด้วยแค่ 5 หมื่นร้าน มั่นใจไร้ทุจริต ตัดสิทธิ์คนถูกฟ้องใช้ผิดประเภทโครงการรัฐในอดีต

วันที่ 17 ก.ค.2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท

โดยเมื่อเวลา 13.20 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตว่า เป็นข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังดูรายละเอียดว่าสามารถบริหารจัดการได้ จึงเสนอคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณา และมีมติเห็นชอบไปแล้ว เป็นการเปลี่ยนแหล่งเงิน ให้มีความเหมาะสมขึ้น

ส่วนข้อห่วงใยในการเปลี่ยนกรอบและระยะเวลา นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า ปลายปีนี้เงินถึงมือประชาชนแน่นอน ตามที่ได้ยืนยันมาตลอด 4-5 เดือน และยืนยันได้ว่าระบบทัน เงินเพียงพอ ได้ทันในกรอบเวลาสำหรับ 50 ล้านคน 500,000 ล้านบาท

ส่วนข้อห่วงใยในการทุจริตของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายจุลพันธ์ กล่าวว่าไม่เคยได้ยินทำเรื่องนี้ เพราะจ่ายเงินตรงกับประชาชน ใช้บัตรประชาชนมีผู้รับ 1 คนต่อ 10,000 บาท จึงมองไม่เห็นช่องทางการทุจริตภาครัฐ ซึ่งได้ดูอย่างละเอียดและเป็นห่วงประเด็นนี้ จึงขอยืนยันว่าไม่มี รัฐบาลดูอย่างละเอียดรอบคอบ

ส่วนกลไกเติมเงิน 10,000 บาทไปใช้ผิดประเภทผิดวัตถุประสงค์หรือไปทำอะไรที่ผิดไปจากกลไกที่กำหนดไว้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า โครงการในอดีตเคยเกิดขึ้น เช่น ให้เงินไปไม่ได้ซื้อสินค้าจริงแล้วแลกเป็นเงินสดมา แต่เราสามารถดำเนินการตามกฎหมาย ฟ้องร้องคืนได้ ในกรณีที่ใครเคยทำผิดข้อจำกัดของรัฐในโครงการต่างๆ มีคดีความฟ้องร้องเรียกเงินคืน คนเหล่านั้นจะถูกตัดสิทธิ์จากโครงการนี้ ขอยืนยันว่าเราป้องกันเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเต็มที่

นายจุลพันธ์ กล่าวถึงรายการสินค้าห้ามซื้อว่า ขณะนี้ยังคงปรับเพิ่มปรับลดได้ เพื่อความยืดหยุ่นในการทำโครงการ แต่หลักคิดของเราคือ เมื่อนำเงินลงไปแล้วต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน เกิดการผลิตภายในประเทศ สินค้าที่โดนตัดออก ล้วนแล้วแต่นำเข้าประเทศ เช่น น้ำมัน มือถือ เมื่อซื้อแล้วเงินออกประเทศทันที เป็นต้น ดังนั้น จึงมอบให้กระทรวงพาณิชย์ โดยความยินยอมของคณะอนุกรรมการกำกับนโยบาย เป็นผู้ดูแลด้านนี้

“ประเด็นเรื่องข้อห่วงใยร้านใหญ่ร้านเล็ก เราพยายามสูงที่สุดในการกำหนดพื้นที่ ตั้งแต่ระดับอำเภอ กำหนดขนาดร้านค้า เพื่อให้เงินตกอยู่กับรายย่อยมากที่สุด ยืนยันว่าจะสามารถดึงร้านค้าเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านร้านค้า เช่น ร้านค้าที่อยู่ในกลุ่มของกรมพัฒนาธุรกิจร้านค้า ร้านธงฟ้า ร้านในกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ร้านโชว์ห่วย หาบเร่ แผงลอย ตลาดนัด ซึ่งให้กรมปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ” นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นเรื่องร้านค้าส่ง ค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ จะมีเพียง 5 หมื่นร้าน น่าจะเข้าร่วม ส่วนมากเป็นร้านขนาดเล็กของประชาชน ร้านสหกรณ์ แต่ต้องเข้าใจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความสุ่มเสี่ยงที่จะไหลไปทางนั้นได้

สำหรับรัฐบาลพยายามกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ การจะดัดโครงสร้างทางธุรกิจด้วยกลไกนโยบายนี้คงไม่ได้ แต่เราก็ต้องอุดหนุนให้ร้านค้าขนาดเล็กมีความเข้มแข็ง แม้เงินบางส่วนอาจต้องใช้ในร้านค้าที่ฝ่ายค้านเป็นห่วง แต่ต้องยอมรับว่าร้านค้าเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ผลิต สุดท้ายยังต้องส่งต่อเม็ดเงินไปยังผู้ผลิตสินค้าต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน