ไอติม ร่ายเป็นข้อ ๆ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ได้ไม่คุ้มเสีย หวั่นเทหมดหน้าตัก อาจไม่เหลืองบทำนโยบายอื่น ที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับประชาชน
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า เพียงไม่ถึง 4 เดือน หลังสภาฯอนุมัติงบประมาณปี 67 ให้รัฐบาลนำไปใช้บริหารราชการแผ่นดินด้วยกรอบวงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท
นายกรัฐมนตรี กลับมาขอให้สภาฯเติมเงินให้ใช้อีก โดยเพิ่มกรอบวงเงิน 1.22 ล้านล้านบาท เพื่อต่อลมหายใจให้กับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต นโยบายเรือธงของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มางบประมาณนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในหลายรายละเอียดที่เปลี่ยนไม่รู้กี่ครั้ง ถือเป็นนโยบายที่คิดไป ทำไป
วันนี้เศรษฐกิจซบเซา เป็นเหมือนกับคนที่ทั้งป่วยและต้องการยารักษาในระยะสั้น และเป็นคนที่มีร่างกายอ่อนแอที่ต้องการแผนฟื้นฟูสุขภาพในระยะยาว คำถามสำคัญคือ การเทหมดหน้าตักเพื่อนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุดแล้วหรือไม่
พรรคก้าวไกล มองว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ได้ไม่คุ้มเสีย การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่รู้ว่าสรุปแล้วเป็นลมทะเล หรือเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจกระจุกตัวอยู่แค่บริษัทใหญ่ ซึ่งถูกเอื้อผ่านการออกแบบเงื่อนไขที่แยบยลเกี่ยวกับการแปลงเงินดิจิทัลเป็นเงินสด กลายเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย
ส่วนความยั่งยืนในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการดังกล่าว อาจเป็นไปอย่างจำกัด ทำได้แค่เพิ่มการบริโภคระยะสั้น แต่ไม่นำไปสู่การลงทุนที่ส่งผลระยะยาวและมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า การพยายามคาดการณ์ว่า 80% ของเงินที่ประชาชนได้จะถูกใช้ไปกับรายจ่ายลงทุนนั้น เป็นเพียงเทคนิคในการเลี่ยงกฎหมายมากกว่าสมมติฐานที่มีหลักการหรือข้อมูลใด ๆ มาอ้างอิง
ในทางกลับกัน ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายไปกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตเต็มไปด้วยเครื่องหมายตกใจ ราคานี้ไม่ใช่แค่หนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องมาเก็บกับลูกหลานเราในอนาคต ที่จะต้องเพิ่มขึ้นโดยตรงอย่างน้อย 2.64 แสนล้านบาท จากการเบ่งงบประมาณ 2 ปีติด เพื่อกู้เงินมาทำดิจิทัลวอลเล็ต และยังมีค่าเสียโอกาส มาตรการช่วยเหลือประชาชนต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องตัดออกไปโดยงบส่วนอื่นในปี 67 จำนวน 4.3 หมื่นล้านบาท และในงบปี 68 อีก 1.32 แสนล้านบาท รวม 1.75 แสนล้านบาท เพื่อโยกงบมาทำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลยังดึงดันเดินหน้าทำนโยบายนี้ต่อไป จะไม่มีงบเพียงพอในการทำนโยบายอื่นที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับประชาชน ซึ่งอาจเป็นนโยบายที่เข้าท่าและช่วยประชาชนได้ตรงจุดมากกว่า การเทหมดหน้าตักของรัฐบาลกับดิจิทัลวอลเล็ต อาจต้องแลกมากับการมีนักเรียนที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่าเดิม หากอ้างอิงจากรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปีนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า เรามีเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาทะลุ 1 ล้านคน
พรรคเพื่อไทย เคยเสนองบให้กับกองทุนฯ 8 พันล้านบาท แต่เมื่อดูเอกสารงบประมาณที่ผ่านมา 2 ปีงบประมาณภายใต้รัฐบาลเศรษฐา งบของกองทุนฯปีล่าสุด กลับสูงกว่างบ กสศ. ในปีสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงไม่ถึง 1 พันล้านบาทเท่านั้น