นายกฯนั่งหัวโต๊ะ สั่ง ปปง.เร่งยึดทรัพย์ตัดตอนขบวนการค้ายา อย่ามัวแต่ช้า หวั่นโอนเงินหนี กำชับอย่าทำงานแบบไซโลให้เป็นข้อครหา ปชช.จับตา ชี้สิ้นไตรมาส 3 วัดผล
เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 18 ก.ค.2567 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี รับฟังการดำเนินงานด้านยาเสพติดของสำนักงาน ปปง. โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ปปง. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร.และคณะต้อนรับ
นายกฯ กล่าวมอบนโยบายและข้อสั่งการตอนหนึ่งว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก วันนี้เราโฟกัสเรื่องผู้กระทำความผิดก่อน แยกผู้ป่วยออกมา ถือเป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันจับได้เยอะ 4-5 เท่าแต่ราคายาบ้าไม่เพิ่มขึ้น มีการนำเข้ามาเยอะมากและต้นทุนการผลิตต่ำ
ถ้าเราจับหรือยึดทรัพย์ได้ก็ต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ไม่ใช่บางคดียึดทรัพย์ บางคดีไม่ยึดทรัพย์ และต้องพิสูจน์ทรัพย์ว่าได้มาอย่างไรและมีการฟอกเงินหรือไม่ อยากดูขั้นตอนต่างๆ ด้วย เคสเล็กๆเข้ามาเยอะ ไม่ใช่ว่าไม่ให้ทำ แต่ให้เรียงลำดับความสำคัญ กรณีเคสใหญ่มีวงเงินมากอย่ามัวแต่ช้า ต้องเร่งปฏิบัติการยึดทรัพย์ เรามีกฎหมาย มีอำนาจอยู่แล้ว ต้องใช้อำนาจยึดมาก่อน และประชาชนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
นายกฯ กล่าวว่า ต้องสร้างขวัญและกำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ซึ่งปปง. เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจพิเศษเยอะ มีอำนาจสูง ดังนั้น การยึดทรัพย์ เพราะต้องการตัดต้นตอการผลิตทั้งหมดออกไป ซึ่งต้องการให้เรื่องนี้คืบหน้า การยึดทรัพย์อยากให้ทำโดยเร็ว อย่าให้เป็นที่เป็นข้อครหานินทากับคนอื่น และอยากให้เข้มงวดมากขึ้น การทำงานเชิงรุกถือเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการให้องค์ความรู้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและการทำงานเชิงรุก ไม่ใช่เพียงแค่ประชาสัมพันธ์ เราต้องล้วงลูกจริงๆ และยึดทรัพย์ให้ได้โดยเร็ว
สังคมกำลังจับตาดูในเรื่องยาเสพติด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันทั้งหมด รวมถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ประกาศแผนจังหวัดสีขาว หากยังมีกระแสเงินอยู่ก็ไม่จบ ต้องต่อจิ๊กซอว์ให้ครบทุกภาคส่วน และถือเป็นวาระแห่งชาติ และรัฐบาลได้ประกาศไปแล้วว่าต้องเป็นจังหวัดสีขาวและต้องทำได้ภายในสิ้นไตรมาส 3 ต้องทำให้ได้ เพราะเรื่องของยาเสพติดเป็นสารตั้งต้นของปัญหาต่างๆ ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี และทำควบคู่กันไป ก็เป็นการตัดต้นตอการผลิต และตัดต้นตอของแหล่งเงิน
นอกจากนี้ อยากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. ปป.ง. เร่งขยายผลปราบปรามยาเสพติด เพื่อบังคับใช้และกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด บูรณาการเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยึดอายัดทรัพย์ของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดกับวงจรของผู้ค้ายาเสพติด ให้ทุกหน่วยงานร่วมมือสืบทรัพย์สินของผู้ดำเนินการความผิด เพื่อประโยชน์ของการปราบปราม ทำลายโครงสร้างเรื่องยาเสพติด
ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเรื่องเว็บพนันออนไลน์ด้วย เร่งทำงานเชิงรุก ปิดเว็บไซต์ ขยายผลถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและใช้มาตรการทางกฎหมายยึดทรัพย์อย่างเข้มงวด ตัดวงจรการกระทำผิดและวงจรของเจ้าของเว็บไซต์
ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานร่วมกันกับปปง. กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย ดีเอสไอ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ตัดตอนการโอนเงิน โดยเฉพาะการแก้ไขบัญชีม้า ไปจนถึงการยึดทรัพย์เพื่อมาเยียวยาผู้เสียหาย หาแนวทางการแก้ไขธุรกรรมทางการเงินให้รัดกุมเพื่อไม่ให้ประชาชนถูกหลอกลวง
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขออย่าประมาท ฝ่ายแนวรุกที่ลงพื้นที่ตามแนวชายแดนภาคต่างๆ ก็มีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งปปง.ไม่ใช่หน่วยงานแนวหน้า แต่ก็ขออย่าประมาท ให้ดูแลความปลอดภัยของตัวเองด้วย พัฒนาตนเองด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ ขวนขวายศึกษาเรียนรู้ วิธีการให้เท่าทันมิจฉาชีพ โดยไปขอความร่วมมือจากธนาคาร ที่สนับสนุนให้พนักงานของเราไปเรียนรู้งานให้มากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา” นายเศรษฐากล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ในสิ้นไตรมาส เราจะมาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการตัดตอน หากไม่มีเงินทุนก็ทำไม่ได้ และเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศเราก็ให้ความสำคัญ โดยช่วงบ่ายวันนี้จะพบกับเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย
ในสัปดาห์หน้าจะพบกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ซึ่งพูดคุยกันในประเด็นการปราบปรามยาเสพติดที่ไม่ได้หมายถึงยาบ้าเพียงอย่างเดียว ยังมีเฮโรอีน และถ้าหากหน่วยงานใดต้องการประสานงานเป็นพิเศษก็ขอให้บอก อยากให้ทำงานร่วมกันให้เยอะเยอะ อย่าทำงานเป็นไซโล ให้ทำงานเชิงรุกให้มองปัญหาไปข้างหน้า ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน