นายกฯ เปิดตัวโครงการศูนย์กลางการเงิน ตั้งเป้าดึงนักลงทุน-องค์ความรู้-เทคโนโลยี ชี้เปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องใช้งบลงทุน แต่มีผลตอบแทนมหาศาลต่อประเทศ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ก.ค.2567 ที่กระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ภายใต้หัวข้อ “Ignite Finance: Thailand’s Vision for a Global Financial Hub” เปิดทางนำไทยสู่ศูนย์กลางการเงินโลก

นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐมนตรีนำเสนอ Vision ไปนั้น เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ ให้เติบโตจากภาคการผลิต ไปสู่ภาคการบริการที่มีมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้น ในอุตสาหกรรมการเงินของไทยเราช่วงที่ผ่านมาถือว่ามีความแข็งแกร่งจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจฝั่งภาคการผลิต การท่องเที่ยวในประเทศ

นายกฯ กล่าวว่า แต่การพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยได้เร็วเพียงพอ เราจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องรับอุตสาหกรรมใหม่ๆที่มีมูลค่าสูงเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้ ความสามารถมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในอุตสาหกรรมเช่นนั้น คืออุตสาหกรรมการเงิน การลงทุน การธนาคารครับ

นายเศรษฐา กล่าวว่า กลยุทธ์หลักที่ท่านรัฐมนตรีได้นำเสนอไปเมื่อครู่นี้คือการเปิดรับเงินนอกเข้ามาอยู่ในประเทศ ที่ผ่านมา เราเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา ปรับแก้กฏหมายให้เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ หลายๆบริษัทนั้น ไม่ได้เข้าไปอยู่ในประเทศ เพื่อจะค้าขายกับคนในประเทศ แต่เป็นการเข้าไปอยู่เพื่ออาศัย Ecosystem ในการทำธุรกิจ ทำให้สามารถหา Talent ได้ เจรจาพูดคุยการค้า การลงทุน ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมบ้านเขาทำได้ ที่ผ่านมาทำไมนักลงทุนถึงไม่เลือกประเทศไทย การออกไปคุยกับนักลงทุนทำให้เราเข้าใจดีเลยว่า หัวใจของการสร้างอุตสาหกรรมนี้ คือการมีกฏหมายที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินธุรกิจ และการมี Facility สำหรับคนทำงานที่ดีพอ

มั่นใจว่า Facility ต่างๆในประเทศไทยนั้น World Class ทั้งสิ้น ทั้งสนามบิน โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตัวกฏหมาย ทั้งการตั้ง One-stop service การมีสิทธิประโยชน์การให้ความชัดเจนของการบริหารเงินทุนนั้นจะเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้ไทยเติบโตไปเป็น Financial Frontier ของภูมิภาคได้

นายเศรษฐา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การผลักดัน Innovation ใหม่ๆทางระบบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น Virtual Bank หรือการค้ำประกันสินเชื่อ จะเป็นการสร้าง Inclusive Innovation ด้านการเงินให้กับคนไทย ทำให้เข้าถึงระบบการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น นำไปสู่การลงทุน การสร้างงาน การหาเงินเลี้ยงครอบครัว และยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนได้ในที่สุด

ถ้าเรามองทั้ง Ecosystem ของการเป็นศูนย์กลางทางการเงินแล้วนั้น Ecosystem ทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีแค่ธนาคาร การลงทุน หลักทรัพย์ หรือ Virtual Bank เท่านั้น ยังมีภาคบริการ ที่เป็น Professional Service อีกหลายๆอย่างที่จะเติบโตไปด้วยกัน เช่น ที่ปรึกษากลยุทธ์ ที่ปรึกษากฏหมาย ที่ปรึกษาเทคโนโลยี ที่ปรึกษาการลงทุน เป็นต้น

ตนมั่นใจว่าการที่ Ecosystem นี้เติบโตไปด้วยกันนอกจากจะสร้างงานให้คนไทยได้ทำงานในบริษัทชั้นนำระดับโลกแล้ว ยังเป็นการเชื่อมต่อระหว่างภาคธุรกิจไทย ไปยังตลาดโลก ผ่านองค์ความรู้ ความสามารถ และเครือข่าย (Network) ของบริษัท Professional Service เหล่านี้

“ขอย้ำว่าการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ไม่ใช่สร้างประโยชน์ให้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียว แต่มันคือกลยุทธ์ที่ประเทศไทยจะดึงดูดเงินทุน ดึงดูดคนที่มีความรู้ความสามารถ และดึงดูดองค์ความรู้ ให้เข้ามาอยู่ในประเทศ สร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยและของโลก ผมถือว่านโยบายนี้ เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องใช้งบลงทุน และมีผลตอบแทนมหาศาลต่อประเทศ คุ้มค่าอย่างยิ่งต่อการเดินหน้าเต็มที่” นายกฯ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน