จุลพันธ์ แจงงบใช้ ดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลเดินตามกรอบกม.วินัยการเงิน-คลัง ยกข้อ ยกปมก่อหนี้ผูกพัน ชี้ประชาชนกดปุ่มยันสิทธิ์ รัฐบาลสนองตอบสัญญาเท่านั้น
วันที่ 31 ก.ค.2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวนเงิน 1.22 แสนล้านบาท วาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว โดยกมธ.ไม่ได้มีการแก้ไข ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารายมาตรา
อ่านข่าว : สภาถกงบ ดิจิทัลวอลเล็ต กมธ.ข้องใจหากแจกไม่ทันต้นปี68 มีสิทธิ์ฟ้องบังคับจ่ายหรือไม่
เวลา 11.55 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะรองประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชี้แจงว่า วันนี้รัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาใน 10 ปีก่อนนี้ที่มีการเติบโตตกต่ำ
ฉะนั้น รัฐบาลยืนยันว่าจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเติมลงไปเพื่อกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ทุกตัวเลขรัฐบาลตระหนักและดูอย่างใกล้ชิดทั้งสัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้รัฐ และยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่มีตัวเลขใดที่มีความสุ่มเสี่ยงจะทะลุ เกิน หรือผิดพลาดไปจากกลไกที่เราได้มีการตรากฎหมายกำกับไว้ ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าเราทำงานอย่างรอบคอบ และจะไม่ให้มีปัญหาวิกฤตใดๆเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต
อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่เราได้ให้ไว้กับการเดินหน้าสิ่งสำคัญคือ การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่มากเพียงพอ ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยตกต่ำ ในปีนี้ด้วยการผลักดันแนวนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ไตรมาส 1 ประกาศตัวเลขมา 1.5 เปอร์เซ็นต์ เห็นแบบนี้แล้วเราอยู่ด้วยความเป็นห่วง
แต่ด้วยนโยบายหลายๆ ตัวของรัฐบาล พอมาไตรมาส 2 ถีบขึ้นมา 2.7 ด้วยการเร่งเครื่องของรัฐบาลประกอบกับนโยบายที่เราจะเติมลงไปรวมถึงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน ดิจิทัลวอลเล็ต ด้วย เรายิ่งมีความเชื่อมันว่าเราจะสามารถดึงการเจริญเติบโตกลับไปอยู่ในระดับเหมาะสมคือ 4-5 เปอร์เซ็นต์ได้
นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ที่มีหลายคนห่วงใยในการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย แต่ด้วยหน่วยงานได้มาชี้แจงทุกๆ ประเด็น ซึ่งที่มีการอภิปรายมากสุด คือ การใช้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมแต่อาจจะต้องเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปี2567 จะสอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวหรือไม่
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ มาตรา 4 กำหนดคำว่า “หนี้” หมายความว่า ข้อผูกพันที่จะต้องจ่าย อาจต้องจ่ายเป็นเงิน สิ่งของ หรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันจากการกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อหรือการจ้าง โดยใช้เครดิตหรืออื่นใด ดังนั้น การก่อหนี้ผูกพัน จึงมิได้มุ่งหมายเฉพาะกรณีมีข้อผูกพันที่ต้องจ่ายเป็นที่แน่นอนแล้วเท่านั้น แต่หมายถึงข้อผูกพันที่อาจทำให้ต้องจ่ายด้วย
การดำเนินการโครงการของรัฐอาจไม่มีการทำสัญญากับประชาชนโดยตรง แต่ดำเนินการโครงการในรูปแบบแผนงาน ประกอบกับพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ มาตรา 40 กำหนดให้การจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันของหน่วยรับงบประมาณต้องเป็นไปตามแผนการบริหารงาน และแผนงานการใช้จ่ายงบประมาณ ที่ได้รับความเห็นความชอบจากผอ.สำนักงบประมาณ
ดังนั้น การที่รัฐบาลทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และให้ประชาชนลงทะเบียน โดยมีการยืนยันตัวตนของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นข้อผูกพันที่ต้องจ่าย หรืออาจจะต้องจ่ายตามกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของหนี้ ซึ่งประเด็นนี้ หน่วยงานที่มาชี้แจงของกมธ. ได้บอกชัดเจนว่าเป็นเรื่องของการเสนอและสนอง
เมื่อประชาชนกดปุ่มขอใช้สิทธิ์ ในเรื่องการเติมเงิน 10,000 บาท คือ การเสนอให้กับรัฐ เมื่อรัฐยืนยันสิทธิ์ให้กับประชาชน นั่นคือการสนองตอบตามข้อสัญญานั้น มีนิติกรรมร่วมกัน ระหว่างประชาชนกับรัฐ ที่เปรียบเทียบโครงการอื่นๆในอดีตของรัฐก็เป็นเช่นนี้ คือการตั้งงบประมาณไว้รอการทำสัญญากันระหว่างประชาชนกับรัฐ
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับการขอหรือเบิกจากคลังหรือการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มาตรา 43 กำหนดว่า กรณีเบิกจ่ายงบไม่ทัน หน่วยงานรับงบประมาณสามารถขอขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังจากข้อที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เรื่องดิจิทัลวอลเล็ตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถรองบประมาณประจำปี2568 ได้ และเมื่อได้ลงทะเบียนยืนยันตัวตนของประชาชนแล้วก็ถือเป็นข้อผูกพันที่จะนำไปสู่กระบวนการใช้จ่าย และเบิกจ่ายงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย ฉะนั้น หน่วยงานที่มาชี้แจงยืนยันกับเราทั้ง 8 หน่วยงานนั้น ชี้แจงชัดเจนว่าทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ