ชัชชาติ เรียกถก 1 ส.ค.นี้ ยันพร้อมจ่ายหนี้บีทีเอส ตามคำสั่งศาล ย้ำต้องรอบคอบ คาดใช้เวลา 140 วัน
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 67 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงการชำระหนี้การเดินรถให้กับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ว่า กทม.ต้องทำตามคำสั่งศาล โดยในวันที่1 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมใหญ่ในเรื่องการใช้หนี้บีทีเอสซี เพราะในคำสั่งศาลมีรายละเอียดมากถึง 100 หน้า
แต่ยืนยันว่า กทม.ต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล การที่ศาลสั่งมาเป็นเรื่องดี ทำให้มีความชัดเจน กทม.รู้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร
ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า เรื่องการไม่จ่ายเงินรถไฟฟ้าบีทีเอสซี ไม่ได้เริ่มในสมัยผู้บริหาร กทม.ชุดนี้ แต่เรื่องเกิดขึ้นมาตั้งแต่ผู้บริหาร กทม.ในอดีต เมื่อผู้บริหารชุดนี้เข้ามา จะจ่ายเงินก็จ่ายไม่ได้ เพราะเรื่องอยู่ในขั้นตอนของศาล ซึ่งการจะจ่ายเงินนั้นมีขั้นตอนทางกฎหมาย
เมื่อศาลสั่งมาแล้ว กทม.ก็เคารพ แต่เงินทุกบาทที่จะนำไปจ่าย จะต้องผ่านสภากรุงเทพมหานคร ผู้บริหารไม่สามารถนำงบประมาณหรือเงินสะสมจ่ายขาดไปจ่ายหนี้ได้ในทันที
ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการของ กทม.ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 140 วัน แต่ กทม.จะรีบดำเนินการ เนื่องจากมีเรื่องดอกเบี้ยที่ต้องคำนึงถึง และเป็นตัวกดดันให้เร่งดำเนินการ
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ค่อนข้างหนักใจ เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบกับประชาชนเป็นอย่างมาก เป็นการใช้เงินจำนวนมหาศาล ทำให้ส่งผลกระทบต่อโครงการอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งโรงเรียน การศึกษา รวมถึงผลกระทบในระยะยาว
เนื่องจากค่าจ้างของส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2 ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 8 พันล้านบาท ขณะที่รายได้อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท/ปี จึงต้องหาเงินส่วนต่างถึง 6 พันล้านมาจ่ายสัญญาที่ทำไว้ในอนาคต จึงถือเป็นเรื่องที่หนักสำหรับกทม. เนื่องจาก กทม. ได้รับงบประมาณเพียงปีละ 9 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนของวิธีแก้ไขส่วนต่างที่เกิดขึ้น โดยการปรับขึ้นค่าโดยสาร ก็ไม่สามารถที่จะผลักภาระไปให้ประชาชนได้ จึงต้องพิจารณาให้ละเอียดครั้ง
ส่วนการชำระหนี้เกือบ4หมื่นล้านบาท ตามที่เอกชนแถลงหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ในการจ่ายหนี้นั้น ต้องว่าไปตามคำสั่งศาลคดีแรกก่อน ส่วนคดีที่ค้างอยู่ในศาลฯ จะต้องหารือกันอีกครั้งว่าจะมีการจ่ายหนี้อย่างไร
โดยจะต้องดำเนินการทีละขั้นตอน และดูฐานะทางการเงินของกทม.ประกอบด้วย ยืนยัน กทม. พยายามจะทำให้ดีที่สุด และที่ผ่านมา กทม. ได้จ่ายหนี้ค่า E&M จำนวน 2.3 หมื่นล้านบาทไปแล้ว ดังนั้น เมื่อมีคำสั่งศาลฯมา จึงต้องดำเนินการหนี้ก้อนแรกก่อน ส่วนหนี้ก้อนอื่นๆจะต้องพิจารณาและจะทยอยจ่ายให้เอกชนต่อไป