เศรษฐา เชื่อ “ทักษิณ” ขอบินดูไบ ไม่เกี่ยว 3 คดีใหญ่การเมือง ชี้เจ้าตัวยืนยันตลอด พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย้ำยังไม่คิดปรับครม.-ดึงเสียงหนุนรัฐบาลเพิ่ม

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 2 ส.ค.2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ไปที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ แต่ศาลไม่อนุญาตนั้น เป็นเพราะไม่มั่นใจสถานการณ์การเมือง และต้องการไปตั้งหลักที่ต่างประเทศหรือไม่

โดยนายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่แน่ใจ อ่านจากหนังสือพิมพ์ทราบว่าจะไปพบแพทย์ แต่ศาลไม่อนุญาต เพราะแพทย์ในเมืองไทยมีอยู่แล้ว และเข้าใจว่าการแพทย์ไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่จะมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนส.ค.ที่ทำให้ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าไม่น่าเกี่ยวกัน วันที่ 7 ส.ค.เป็นคดีของพรรคก้าวไกล ส่วนวันที่ 14 ส.ค.เป็นคดีของตน

ขณะที่คดีอาญา มาตรา 112 นายทักษิณยืนยันตลอดว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเรื่องนี้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจจะต้องไปตั้งหลัก หรือไปทำอะไรที่ต่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ หรือไปเยี่ยมเพื่อนฝูงก็ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่ได้พบ และไม่ได้คุยกันเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ประเมินอย่างไร เพราะหลายฝ่ายมอง 3 เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ มีความน่าเป็นห่วง นายเศรษฐา กล่าวว่า อย่างที่เรียนว่าตนได้ส่งคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม สำหรับตนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ

เมื่อถามย้ำว่าจากสถานการณ์การเมืองทำให้เกิดกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกิดขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยตรงนี้ ทุกคนยังทำงานอย่างเต็มที่ เมื่อคืนวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เดินทางไปร่วมงานศพคุณแม่ของตน ยังพูดคุยถึงปัญหาบ้านเมือง และการเตรียมพร้อมที่จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 3 ส.ค.นี้

เมื่อถามว่าหากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ พบว่านายกฯ ไม่มีปัญหา มีความเป็นไปได้ที่จะปรับครม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ คดีของตนก็จบแล้ว เพราะศาลไม่เรียกข้อมูลเพิ่มเติม ก็ส่งคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว

ขอย้ำว่าต้องดูแลปัญหาบ้านเมืองอย่างเดียว และไม่อยากคิดไปไกลเรื่องการปรับเปลี่ยนครม. เพราะระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 3 ปี แน่นอนว่าคงต้องปรับเปลี่ยนเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้เอามาโยงกับเรื่องวันที่ 14 ส.ค.นี้ หรือกรณีของพรรคก้าวไกล คิดว่าอย่าโยงดีกว่า บางเรื่องไปโยงแล้วซับซ้อนทำให้เกิดความเข้าใจผิด และอาจเบี่ยงเบนความสนใจในบางเรื่องที่ควรต้องคิดต้องทำ ไม่อยากให้รัฐมนตรีทุกคนที่ พยายามทำงานเต็มที่เกิดความไขว้เขวในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากปรับครม. พรรคร่วมรัฐบาลเดิมจะอยู่ด้วยกันหรือจะมีการปรับออกและเอาคนใหม่เข้ามา นายเศรษฐา ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามว่า นายกฯ หวาดระแวงกับกระแสที่จะมีบุคคลมานั่งแทนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องการเมืองก็เกิดขึ้นตลอดเวลา หลายพรรคก็บอกว่า 314 เสียงแน่นอยู่แล้ว ถ้าเกิดพะวักพะวงในเรื่องที่ใช้คำว่าอาจจะ ก็ต้องบอกว่าไม่อยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องในการดูแลบ้านเมืองไขว้เขว

เมื่อถามย้ำว่าการดึงเสียงมาเพิ่มจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้เสียงของรัฐบาลแน่นขึ้นจำเป็นหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องโยงใยปรับครม.หรือดึงคนมาเสียบ ปรับคนออก ไม่เกี่ยวกับช่วงเวลานี้ เพราะเวลานี้ปัญหาเยอะที่ต้องช่วยเหลือกันไป หน้าที่รัฐบาลคือต้องแก้ปัญหาเหล่านี้

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน