จุลพันธ์ ย้ำ จัดงบ 68 อยู่ในกรอบวินัยการเงิน-การคลัง บอกที่ปรับลดไม่กระทบเนื้องาน ยัน ใช้งบอย่างรัดกุมไม่ให้เกิดความเสี่ยงในอนาคต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ก.ย.2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ปรับลด 7,824,398,500 บาท โดยพิจารณาเรียงรายมาตรา

จากนั้นเวลา 11.04 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจงว่า การพิจารณาของกมธ.งบประมาณ มีการตั้งอนุกมธ. เพื่อพิจารณารายละเอียดในเนื้องานและดูการปรับลดที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งการปรับลดส่วนมากจะไม่กระทบต่อเนื้องานและผลิตผลของสิ่งที่หน่วยงานหรือหน่วยรับงบประมาณมีหน้าที่ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของประชาชน

แต่ปรับลดตามสัดส่วนที่จะไม่กระทบต่องานและสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ตามที่วางเป้าหมายไว้ได้ เป็นการรีดไขมัน และยืนยันการปรับลดที่เกิดขึ้น

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การที่ต้องตั้งประมาณการและเป็นสมมติฐานสำหรับการที่ต้องเดินหน้าในเรื่องของงบประมาณปี 2568 โดยข้อห่วงใยที่มีในตัวเลขการจัดเก็บ เป็นข้อห่วงใยที่เรารับฟัง อย่างไรก็ตาม กลไกด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่ได้มีปีกเดียว ซึ่งในปี 2567 ที่มีการยกตัวอย่าง มีความเป็นห่วงโดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต ที่มีการจัดเก็บพลาดเป้า เกิดจากรัฐบาลตัดสินใจช่วยประชาชน ลดราคาพลังงานในประเภทต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลดรายได้ลงไปเพื่อไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

ยืนยันว่ากระทรวงการคลัง สามารถบริหารจัดการการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม ผ่านทั้งรัฐวิสาหกิจ รวมถึงจัดเก็บได้หลายวิธีการ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี การใช้เทคโนโลยีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี การเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ ผ่านการกระตุ้นการท่องเที่ยว ผ่านการลงทุนของบีโอไอ ทำให้เกิดการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นในปี 2567

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังยืนยันว่าการจัดเก็บรายได้ในปลายปีงบประมาณ 2567 อยู่ในกรอบน่าจะตามเป้า หากจะผิดพลาดบวกลบไม่ได้อยู่ในจุดที่มีนัยยะสำคัญ หรือ ไม่เป็นตัวเลขหลักหมื่นล้าน ที่ท่านเป็นห่วง และไม่กระทบกับการจัดเก็บรายได้ในปี 2568 ด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น การดำเนินการต่างๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในงบปี 68 ก็จะทำให้รัฐบาลเพิ่มการจัดเก็บรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ก็จะเพิ่มความสามารถของรัฐบาลในการมาชำระหนี้สินในอนาคต ลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่อไป และยืนยันว่าการประมาณการที่เกิดขึ้น ถึงแม้สถานการณ์ในช่วงของการตั้งงบประมาณ ก่อนวันที่เรารับหลักการในวาระ 1 มาจนถึงวันนี้ อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐรองรับได้

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพมาเป็นไม่ต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาการฟื้นตัวที่ช้ากว่าการคาดการณ์ ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนก็อยู่ในระดับที่สูง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวและส่งเสริมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้กลับมาเร่งตัวขึ้นได้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

เราต้องการสร้างให้การเติบโตของประเทศไทย อยู่ในระดับที่ทัดเทียมและแข่งขันได้กับประเทศอื่นในภูมิภาค เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มมากขึ้นและจะช่วยลดสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ให้ลดลงและจะทำให้จีดีพี เพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นส่วนช่วยลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ให้มีความเหมาะสม และยืนยันในกรอบการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินและการคลังทุกประการ

ตนเข้าใจว่ากมธ.และสมาชิกอาจห่วงใยเรื่องที่มีการขาดดุลเพิ่มเติมสูงกว่าปกติในปีนี้ ข้อห่วงใยของท่านเรารับฟัง และทั้งหมดอยู่ในกรอบวินัยทางการเงินและการคลัง หากจะยกข้อห่วงใยว่าการดำเนินการของรัฐบาลที่ท่านยกว่ามีความเสี่ยง

ขอเรียนว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ วันนี้เราบอกว่าเราให้ปรับลดงบประมาณปี 68 ลง 2 แสนล้านบาท อย่างที่ท่านสมาชิกเสนอความเห็นไว้ หากเราปรับลดลง การขาดดุลน้อยลง ท่านบอกว่ามีพื้นที่ทางการคลังมากขึ้น ก็ไม่ได้ยืนยันว่าประเทศไทยจะพ้นกับความเสี่ยงใดๆ เพราะความเสี่ยงในรูปแบบอื่นก็ยังเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน นั่นคือความเสี่ยงที่ประชาชนจะไม่ได้รับบริการการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการช่วยเหลือในภาวะเศรษฐกิจต่างๆ ในอนาคตเช่นเดียวกัน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ฉะนั้น ทุกรูปแบบของการดำเนินการหากจะยกเรื่องความเสี่ยงขึ้นมา ขอตอบว่ามีความเสี่ยงในทุกรูปแบบ แต่ความห่วงใยของท่านเรารับไว้ และด้วยความห่วงใยที่ท่านมี รวมถึงความเข้าใจในเรื่องของกลไกทางงบประมาณ กลไกการคลัง เรายืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความรัดกุมและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าไม่ให้ความเสี่ยงที่ท่านเป็นห่วงเกิดขึ้นได้ในอนาคต

กระทั่งเวลา 11.30 น. เสียงส่วนใหญ่ที่ประชุมสภาฯ เห็นด้วยกับมาตรา 4 ตามกมธ. ด้วยคะแนน 266 ต่อ147 งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน