ศิริกัญญา ติง นโยบายรัฐบาลอิ๊งค์ ยังเป็นจีพีเอสพาหลงทาง ขาดความชัดเจน จี้ตอบ สรุปยังได้เงินหมื่นอยู่มั้ย บี้ นายกฯ ตอบคำถามด้วยเอง

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีรัฐมนตรี สส. และสว. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

เวลา 17.07 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ตนขอเรียกคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า จีพีเอส ย่อมาจาก Government Policy Statement ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่านโยบายจะนำพาประเทศเดินไปในทางใด

ถือว่าสำคัญกับรัฐบาลเพราะมีความยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากรัฐบาลนี้เกิดจากการผิดคำพูด ผิดสัญญาไปแล้ว 1 ครั้ง การแถลงนโยบายครั้งนี้ของรัฐบาลควรจะกู้คืนความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนให้กลับคืนมา ควรเป็นสัญญาที่มีความหนักแน่นว่าจะทำอะไร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีการอย่างไร ย้ำว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาล ถือเป็นความสำคัญของระบบประชาธิปไตยที่จะได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่เคยได้สัญญาไว้กับประชาชน

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่าไม่ได้ต่างจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ เท่าไหร่ ยังเป็นจีพีเอสที่พาเราหลงทางอยู่เหมือนเดิม เพราะใช้คำกว้างๆ ไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไร ชอบใช้คำว่าเร่งรัดแต่ไม่ได้บอกว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ขาดความชัดเจนตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลข ที่ประชาชนจะสามารถติดตามต่อได้

ขณะที่การกำหนดเป้าหมายก็เขียนไว้โดยไม่มีโครงสร้าง แต่ไปอยู่ที่สุดท้าย เพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพื่อนำพาความภาคภูมิใจมาให้คนไทย แต่เป้าหมายไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับนายกฯ คนอื่นๆ ที่ผ่านมา ตนก็ยังมอบมงให้รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะบอกชัดเจนในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร ในปีไหน โดยรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความชัดเจนในรายละเอียดมาก จนไม่แน่ใจว่าทำไมจึงไล่คนเขียนนโยบายออก

การไม่เขียนนโยบายให้มีความชัดเจนจะมีปัญหา หากประชาชนกลับมาเช็กว่ารัฐบาลได้ทำตามนโยบายหรือไม่ พอประชาชนทวงถามก็จะเถียงกันไม่จบว่าทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ ซึ่งเรามีดิจิทัลฟุตพรินต์ตอนพรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียงไว้ชัดเจน แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ค่าแรง 600 บาท เหลือแค่ค่าแรงเป็นธรรม, เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือน ก็เหลือแค่เงินเดือนเป็นธรรม และบางนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร กลับจางหายไป เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ

แต่ที่ตกใจมากคือเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตหนึ่งหมื่นบาท ที่ปกติเขียนไว้ชัด แต่การแถลงนโยบายรอบนี้ คำว่าหนึ่งหมื่นบาทกลับหายไป ขออย่าทำให้ใจเสีย และรีบตอบมาว่าสรุปแล้วหนึ่งหมื่นบาทจะยังได้อยู่หรือไม่

แต่นโยบายที่เพิ่มขึ้นมา คือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แปลงร่างมาเป็นค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย ทำให้นโยบายไม่เหมือนกับที่เคยหาเสียงไว้ แต่ไปเหมือนกับวิสัยทัศน์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งตรงกัน 11 ประเด็นจาก 14 ประเด็น เช่น เรื่องดิจิทัลวอลเล็ตที่บอกจะแจกกลุ่มเปราะบางก่อน, ขุดเศรษฐกิจใต้ดินเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์, การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือว่าจะมีปัญหา

“การที่ไม่รู้ว่าใครเขียน ใครคิด ใครเป็นคนวางนโยบายนั้น ทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดนโยบายตัวจริง หากมีปัญหาต้องไปถามใคร เมื่อทำแล้วก็ไม่รู้ว่าต้องไปตรวจสอบใคร หากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ การประชุมครม.ก็จะเหลือการประชุมแค่พิธีกรรม เพราะเรื่องสำคัญอาจจะไม่ได้ตัดสินใจบนโต๊ะประชุมครม. แต่ไปถูกตัดสินใจมาจากที่อื่นแล้ว เราก็ไม่รู้เลยว่าใครคือตัวจริง

เราอยากเห็นนายกฯ ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ว่า ท่านนี่แหละที่จะเป็นคนดำเนินนโยบายที่แถลงได้เอง ซึ่งยังไม่สาย เพราะตอนที่อ่านคงต้องอ่านไปตามกฎหมาย วันนี้จึงขอให้ท่านมาตอบด้วยตัวเองถึงเรื่องรายละเอียดต่างๆ เพราะเราอยากเห็นนายกฯ ที่มีแสงสว่างในตัวเอง เป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่สว่างจากการส่องแสงของพระอาทิตย์ แล้ววันที่พระอาทิตย์สว่างจ้า เราจะไม่เห็นดวงจันทร์” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นนโยบายอะไรที่จะเป็นมาตรการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไปถึงรากหญ้าออกมา งบกลางที่นำออกมาก็ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะต้องกั๊กไว้ใช้กับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่มีการเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินเป็นรอบที่ 7 แล้ว

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ก็เคยระบุว่า จะแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดแรก 5,000 บาท หากระบบชำระเงินเสร็จทันก็จะแจกเป็นเงินดิจิทัล แต่หากไม่ทันก็จะแจกเป็นเงินสด วันนี้จึงอยากฟังชัดๆ ว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตสุดท้ายแล้วจะไปจบที่ตรงไหน จะยังคงแจกหนึ่งหมื่นบาทเหมือนเดิมหรือไม่ จะแจกเป็นเงินสดหรือดิจิทัลวอลเล็ต

“ดิฉันคิดว่ารัฐบาลใหม่แล้ว คงต้องหยุด แล้วมาตั้งสตินิดหนึ่งว่า พวกท่านพานโยบายเรือธงใหญ่เช่นนี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เดาว่าคงมีมือที่มองไม่เห็นที่คอยสั่งอย่างเดียวว่าต้องเอาให้ได้ โดยไม่รู้ว่าหน้างานเป็นอย่างไร กฎหมายเปลี่ยนไปแค่ไหน 20 กว่าปีผ่านมาแล้ว ฐานะการคลังรับได้แค่ไหน

เมื่อไม่ได้คิดไม่ได้มองก็สักแต่จะทำให้ได้ เจ๊งได้แต่เสียหน้าไม่ได้ สุดท้ายหน้าก็เสียไปแล้ว และเหมือนเป็นอาการเมาหมัด เงินมีเท่าไหร่ก็แจกๆ ไปก่อน แจกพร้อมกันไม่ได้ก็ให้แจกเป็นเงินสดไป สุดท้ายแล้วไปตายเอาดาบหน้า สุดท้ายแล้วเครดิตจะไม่เหลือ

รวมถึงหลายครั้งก็ชี้นิ้วมาที่ฝ่ายค้านว่า ทำให้ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้ต้องล่าช้า แต่อย่าอ้างเลยว่ารับฟังคนเห็นต่าง เมื่อมีคนทักท้วงเลยต้องเปลี่ยนตาม เพราะสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย สุดท้ายเมื่อเปลี่ยนนายกฯ ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรที่เสี่ยงกฎหมายอีกแล้ว

ตอนนี้ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่เสียเครดิต เสียความเชื่อมั่น แต่ยังมีข้าราชการด้วยที่เสียคนเพราะต้องออกมาแก้ต่างให้ กลายเป็น 1 ปีที่สูญเปล่า สุดท้ายเงินก็ยังไม่ได้ เสียเวลา เสียสมาธิ เสียโอกาสที่จะใช้งบกลางในการใช้มาตรการอื่นๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ และพายุหมุนทางเศรษฐกิจแทนที่จะกระแทกตอนนี้ก็อ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับเครดิตและความเชื่อมั่นของรัฐบาล จึงขอฟังชัดๆ ว่าสรุปแล้วผลต่อเศรษฐกิจสุดท้ายแล้วจะเป็นเท่าไหร่” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนขอดักคอไว้ก่อน เศรษฐกิจจะฟื้นตัวตามอัตภาพ แม้จะไม่มีดิจิทัลวอลเล็ต ไตรมาส 3 ก็โตเกือบ 3 เปอร์เซ็นต์แล้ว และไตรมาส 4 ก็โตเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์แล้ว ฉะนั้น ห้ามเคลมว่าที่โตเท่านั้นเพราะฝีมือของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลมองเรื่องการปฏิรูปราชการเพียงแค่ว่าต้องลดขนาด เพิ่มประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่มีการพูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของความอุ้ยอ้าย ความซ้ำซ้อนและความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ

“ขอให้ช่วยกลับมาคิด กลับมาโฟกัสกับเรื่องการปฏิรูประบบราชการ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างที่ใจหวัง และนี่เป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ว่า จะสามารถเคลมเครดิตจากอะไรที่เคยสำเร็จไว้ในอดีตได้หรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่าน้ำยาหรือประสิทธิภาพที่เคยมีเมื่อ 20 ปีก่อนจะยังคงอยู่หรือไม่

ซึ่งถ้าอ่านจากการวิเคราะห์นโยบายที่ออกมาเรื่องการปฏิรูประบบราชการ ดิฉันไม่เห็นว่าจะเป็นทางออกทางรอดของการปฏิรูปผ่านถ้อยคำแถลงครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกฯ จะเป็นผู้ลุกขึ้นมาตอบคำถามเหล่านี้ด้วยตัวเอง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน