ประเสริฐ เตรียมปรับปรุงกฎหมายยึดทรัพย์มิจฉาชีพ เผย 3 ต.ค.เริ่มระบบ ผู้ขายของออนไลน์จะได้รับเงินต่อเมื่อผู้ซื้อได้ดูสินค้าแล้ว พร้อมชะลอการจ่ายเงิน 5 วัน หารือธนาคารควบคุมลิงก์ดูดเงิน
เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 23 ก.ย.2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถาม นายกรัฐมนตรี เรื่องการฉ้อโกงออนไลน์ ของ นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งในโลกออนไลน์และปกติ มีการหลอกขายของ ล่าสุดขายทองออนไลน์ เมื่อเอาไปขายร้านทองก็ไม่รับ ถือเป็นการฉ้อโกงในรูปแบบหลอกให้เชื่อหรือหลอกขายของ มูลค่าการซื้อขายของออนไลน์แต่ละปีนับแสนล้านบาท เมื่อเกิดเหตุการณ์หลอกขายของเกิดขึ้น จะเกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
เรื่องฉ้อโกงออนไลน์มีเห็นทั่วไปเพราะหลอกลวงกันเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ถ้าใครไม่ได้รับโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือว่าไม่รับโทรศัพท์เลยหรือไม่ทำธุรกรรมใดๆ บางคนทำธุรกรรมกับธนาคารไม่ถึงชั่วโมงก็มีคนโทรไปแล้ว ซึ่งตนยังโดนเลย และคิดว่าทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์อันเจ็บปวดกับแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้
หลายคนถูกล่อลวงให้กดลิงก์ เมื่อเร็วๆนี้เป็นของกรมบัญชีกลาง เมื่อช่วงเช้านี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ดูแลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล บุกจับเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง ที่เอาข้อมูลไปขาย
“ทุกวันนี้มีการแอบอ้างทั่วไปหมด แต่ที่แย่คือการจับกุมผู้ที่ดำเนินการไปล่อลวงคนอื่นไม่ค่อยมีข่าว รัฐมนตรีอาจบอกว่าคนที่เป็นมิจฉาชีพอยู่ต่างประเทศ มีการต่อสายสัญญาณไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนไทย บางทีเขาอาจจะทำในไทยด้วยซ้ำ ซึ่งคดีเหล่านี้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้รับการพิจารณา หากเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ คดีจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นจะทำอย่างไรเพื่อให้การดำเนินคดีเร็วขึ้น จึงอยากให้ทีมงานของกระทรวง ดีอี ปรับกระบวนการแก้ปัญหาให้รวดเร็วขึ้น ทันต่อความต้องการของประชาชนและทันต่อยุคสมัย ยิ่งใกล้การเกษียณอายุอาจทำให้ผู้ที่เกษียณอายุถูกหลอกมากยิ่งขึ้น” นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าว
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า ผลของการดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมาคดีต่างๆของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มาในรูปแบบต่างๆ ประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ หลักๆ มีประมาณ 5-6 เรื่อง คือ
1.หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการคิดเป็น 29.73% คือการซื้อสินค้าไม่ตรงปก ขณะนี้กระทรวงดีอี ทำงานร่วมกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และได้ออกมาตรการ COD ขึ้นมา นับตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 67 เรื่องการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ผู้ขายจะได้รับเงินต่อเมื่อผู้ซื้อได้ดูสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการชะลอการจ่ายเงินเป็นเวลา 5 วัน ฉะนั้น มาตรการนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการหลอกลวงได้ในระดับที่มีนัยยะ เนื่องจากคดีนี้สูงสุด แต่มีความเสียหายไม่มากนัก
2.การหลอกลวงหารายได้พิเศษคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.44 % 3.การหลอกลวงการลงทุนทางระบบคอมพิวเตอร์ คิดเป็น16 % แต่มูลค่าความเสียหายจำนวนมาก รวมถึงการหลอกลวงที่เรียกว่าโรแมนซ์สแกม คือหลอกให้หลงรักก่อนแล้วชวนให้ลงทุนต่อ 4.การหลอกลวงโอนเงินเพื่อให้รับรางวัล 7 % 5.หลอกให้กู้เงิน 7 % และ 6.คดีอื่นๆ 14 %
“ยอมรับว่าคดีมีอยู่ 5 แสนกว่าเรื่อง ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) รับดำเนินคดีได้ 6 หมื่นเรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ ผมจะรับข้อเสนอนี้ไปทำการปรับปรุงเพื่อทำอย่างไรให้คดีมีความคืบหน้าและประชาชนสามารถติดตามสถานะของบัญชีได้ว่าขณะนี้เรื่องที่ร้องไปตร. สถานะคดีเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงได้จัดตั้งศูนย์เอโอซี 1441 เป็นศูนย์ที่บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันประชาชนที่ถูกหลอกลวง สามารถติดตามสถานะของท่านได้ที่ 1141 เราจะติดตามให้”นายประเสริฐ กล่าว
ส่วนเรื่องการต่อสายสัญญาณไปประเทศเพื่อนบ้านนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า จริงๆเราได้ปราบปรามอย่างหนักพอสมควร ขณะนี้ตนได้ออกตรวจตามพื้นที่ในเขตชายแดนหลายแห่งและกำจัด แต่มิจฉาชีพก็มีความพยายาม ต่อสัญญาณเข้าไปเรื่อยๆ
เรื่องนี้ได้ประสานงานกับกระทรวงกลาโหม กสทช. ตร. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในการดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มิจฉาชีพเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะการใช้สัญญาณดาวเทียมที่เกิดจากดาวเทียมโคจรในระยะต่ำ ที่มีจานรับสัญญาณโดยตรง ซึ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย เรื่องนี้กสทช.จะดำเนินการแก้ไขต่อไป
นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ส่วนการปรับปรุงกฎหมายขณะนี้มีกฎหมายหลายฉบับที่มีอายุครบ 5 ปีและจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ มาตรฐานความปลอดภัยด้านไซเบอร์และโทษต่างๆ ตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับปรุง
ตนได้พูดคุย กับปปง. ในเรื่องการเพิ่มมูลฐานความผิด การกระทำความผิดที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน เกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต่อไปจะเป็นมูลฐานความผิดหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งหมายถึงการนำไปสู่การที่เราสามารถยึดทรัพย์กลุ่มมิจฉาชีพต่างๆได้
ส่วนกรณีลิงก์ที่มากับเอสเอ็มเอสนั้น เมื่อวันที่ 20 ก.ย. หลังจากนายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่มีข้อความตอนหนึ่งว่า ในส่วนที่ประชาชนเกิดความเสียหาย ให้บริษัทโทรคมนาคม และธนาคารพาณิชย์ ในอนาคตต้องมีความร่วมมือรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ฉะนั้น ในเรื่องนี้ตนได้สั่งการให้ที่ประชุมศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ร่างข้อกำหนด และระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและเชิญธนาคารโอเปอเรเตอร์มา
สิ่งที่แนบมากับเอสเอ็มเอสนั้น ต่อไปจะต้องมีการควบคุมเพราะแอปดูดเงินหรือลิงก์ต่างๆ ที่มากับเอสเอ็มเอสนั้นมีเป็นจำนวนมากและเป็นเรื่องที่ทางกระทรวงดีอี ต้องทำงานร่วมกับโอเปอเรเตอร์ และธนาคารแห่งประเทศไทยในการปราบปรามต่อไป