สภาฯ เห็นพ้องญัตติด่วนโศกนาฏกรรมรถบัสไฟไหม้ พร้อมใจไม่ให้ยกเลิกทัศนศึกษา ชี้เป็นการเปิดโลกกว้างของเด็ก แต่ต้องแก้ปัญหาระบบขนส่ง วิโรจน์ ถามกรมขนส่งทางบกตรวจสภาพรถหรือขายลายเซ็นกันแน่ ณัฐพงษ์ ชง 3 มาตรการป้องกันเกิดซ้ำ

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา ศึกษาแนวทางเสนอข้อคิดเห็นและยกระดับมาตรฐานในการป้องกันการเกิดเหตุ กรณีรถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้ เพื่อส่งให้รัฐบาลนำไปพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สส.ทั้งฝ่ายค้านและพรรครัฐบาล ต่างอภิปรายเห็นพ้องว่าไม่ควรยกเลิกการจัดทัศนศึกษา การทัศนศึกษาเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ดังนั้น ทัศนศึกษาจึงไม่ใช่ปัญหา เพราะเเปิดโลกหว้างให้กับเด็กได้เรียนรู้ แต่ต้องมีการแก้ปัญหาในเรื่องระบบขนส่งนักเรียน ต้องมีการตรวจสอบสภาพรถและพนักงานขับรถให้มีความพร้อมมากที่สุด รวมถึงมีการให้ความรู้ในการเอาตัวรอดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายตอนหนึ่งว่า การขนส่งสาธารณะของคนหมู่มาก หากยังปล่อยปละละเลย จะเป็นอันตรายอย่างมาก ประกาศของกรมขนส่งทางบก เรื่องการติดตั้งก๊าซ CNG ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นถูกตั้งข้อสังเกตจากวิศวกรทั่วประเทศว่า รถคันที่เกิดเหตุได้ติดตั้งก๊าซ CNG เพียงแค่รถบัสคันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับขอบทาง จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างไร

ฉะนั้น กระทรวงคมนาคม จะต้องตรวจสอบต่อไป เพราะรถคันดังกล่าว จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2513 มีอายุมากกว่า 54 ปี อายุมากกว่าตนอีก และยังต่อเติมดัดแปลงมาขนส่งรับผู้โดยสาร ตามข่าวเบื้องต้น ยังไม่มีการจดทะเบียนการใช้ก๊าซ CNG ด้วย ซึ่งไม่ทราบว่าการตรวจสภาพรถประจำปี ผ่านการตรวจสอบมาได้อย่างไร

ดังนั้น รมว.คมนาคม จะต้องขันน็อต เรียกรถสาธารณะที่ขนส่งโดยสารคนจำนวนมาก และติดก๊าซ CNG มาตรวจสอบสภาพใหม่ทั้งหมด เพื่อยืนยันความปลอดภัย เรื่องนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการตรวจสภาพหรือขายลายเซ็นกันแน่ เท่ากับประเทศนี้กำลังมีลูกระเบิดวิ่งอยู่บนท้องถนนทุกวัน

“ทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีคำครหาจากสังคมว่ากรมการขนส่งทางบก เป็นแดนสนธยาที่เรียกรับผลประโยชน์มหาศาล ว่ากันว่าการตรวจสภาพเป็นการขายลายเซ็น ตรวจจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ หรือตรวจแบบขอไปที” นายวิโรจน์ กล่าว

นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เหตุการณ์นี้ต้องสูญเสียทรัพยากรของชาติมากที่สุดถึง 23 คน อายุรถที่เกิดเหตุจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2513 อายุรถคันนี้มากกว่าสมาชิกส่วนใหญ่ในสภานี้ นับว่าเก่งที่อายุรถ 54 ปี ยังใช้ได้ ซึ่งมองในทางดีเขาคงดูแลรักษาคุณภาพดี แต่ถ้ามองอายุรถก็ไม่มั่นใจ ดังนั้น ขอฝากคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องศึกษาต่อไปว่าสภาพรถเป็นอย่างไร

ขอฝากกระทรวงคมนาคม เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลต่อไป และสมาคมผู้ประกอบการจะต้องหนักถึงอันตรายมากกว่าการลดต้นทุนและหากำไรเกินควร และจะต้องมีส่วนตรวจสอบว่าสมาชิกได้จัดรถเป็นไปตามคุณสมบัติที่กำหนดหรือไม่ หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลกฎเกณฑ์ต้องเข้มงวดกวดขันและปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ หวังว่าเรื่องนี้จะมีส่วนทำให้การแก้ปัญหาในอนาคตจะดีขึ้น

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านฯ อภิปรายว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกและอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากเราไม่ไปแก้ไขที่ต้นตอ คือการบังคับใช้กฎหมายและการบังคับใช้กลไกความรับผิดรับชอบ เพื่อสร้างสำนึกรับผิดชอบกับทุกฝ่าย จากคำสั่งของรมว.ศึกษาธิการให้งดการทัศนศึกษาที่ไม่จำเป็นทันที ซึ่งตนอยากให้มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวในขณะที่รัฐบาลยังเห็นภาพไม่ชัดเจน ว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

ขอเสนอมาตรการ 3 กลุ่มเพื่อเสนอรัฐบาล คือ 1.มาตรการด้านความปลอดภัยของรถโรงเรียน ตนคิดว่ารถโรงเรียน เป็นสิ่งจำเป็นและต้องได้มาตรฐานความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ควรพิจารณาทบทวนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2562 ตามข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้กับรถโรงเรียน เช่น การติดตั้งซีซีทีวี จีพีเอส หรือการอบรมให้ครูและบุคลากรของสถานศึกษามีความรู้ในการตรวจเช็กสภาพรถก่อนการเดินรถทุกครั้ง

2.มาตรการความปลอดภัยของรถโดยสาร ขอชื่นชมรมว.คมนาคมที่ได้สั่งการไปยังกรมขนส่งทางบกให้มีการเรียกรถโดยสารสาธารณะที่มีการดัดแปลงใช้แก๊สกว่า 1.3 หมื่นคันมาตรวจสภาพซ้ำใน 60 วัน รวมถึงการระบุว่าบริษัทเดินรถต้องมีการแนะนำข้อมูลและแนะแนวทางเผชิญเหตุผู้โดยสารก่อนออกรถเหมือนที่สายการบินทำ

3.มาตรการการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ ควรส่งเสริมเหมือนที่มีกรณีการนำท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ไปตั้งตามสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการควรส่งเสริมโครงการแบบเดียวกันนี้ ขยายผลไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อลดระยะการเดินทาง และควรกำหนดระยะทางการทัศนศึกษานอกสถานที่ตามช่วงอายุของเด็ก เพราะผลการวิจัยยืนยันว่ายิ่งเด็กเล็ก ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเดินทางในระยะทางไกลมากกว่าเด็กโต เราไม่ควรนำเหตุการณ์นี้มาปิดกั้นโอกาสของเด็กในการศึกษานอกสถานที่

จากนั้นประธานแจ้งที่ประชุมว่า การอภิปรายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กลับญัตติดังกล่าวจึงจะส่งให้รัฐบาล และคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ที่เกี่ยวข้อง 6 คณะ ไปดำเนินการต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน