“ประเสริฐ” ลุย “พิษณุโลก-พิจิตร” สั่ง เร่งระบายน้ำ-ฟื้นฟูเยียวยา กำชับบริหารจัดการน้ำ ย้ำ “รัดกุม-สอดรับสภาพอากาศเปลี่ยน”เตรียมวางแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาว
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กล่าวถึงการลงพื้นที่จ.พิษณุโลกและจ.พิจิตร ที่ประสบภัยน้ำท่วม ว่า เป็นการติดตามสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำยม-น่าน รับฟังแผนการแก้ไขปัญหา พร้อมมอบนโยบายให้กับหัวหน้าส่วนราชการ และมอบถุงยังชีพ ช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ทุ่งบางระกำ วัดพรหมเกษร อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และที่บ้านเกาะสาริกา อ.สามง่าม จ.พิจิตร โดยรัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงมอบหมายทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ และเยียวยาผลกระทบ ให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
นายประเสริฐ กล่าวว่า ได้สั่งการให้วางแผนการเร่งระบายน้ำท่วมขังพื้นที่ชุมชน ที่อยู่อาศัย โดยเร็ว และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้รอบคอบ รัดกุม เกิดประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อปลายฤดูฝนเข้าสู่ฤดูแล้ง และเร่งสำรวจแหล่งกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และเร่งซ่อมแซมคันกั้นน้ำ พนังกั้นน้ำ และตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนให้มีความมั่นคงแข็งแรง ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว จะทบทวนเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่รวมทั้งพิจารณาวางแผนการพัฒนาโครงการที่สามารถรองรับ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้ครอบคลุมรายลุ่มน้ำและกลุ่มลุ่มน้ำ โดยโครงการบางระกำโมเดลเป็นต้นแบบแก้มลิงธรรมชาติที่รองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจเป็นอย่างดี
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสทนช.กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย 19 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก พิษณุโลก นครสวรรค์ สุโขทัย อุดรธานี กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม อุบลราชธานี ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม โดยสทนช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินติดตามคาดการณ์การเกิดพายุที่จะ ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดพายุได้อีก 1 ลูก และตั้งแต่วันนี้ – 20 ต.ค.ยังไม่พบความเสี่ยงในการก่อตัวของพายุที่จะเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศไทย ส่วนสถานการณ์น้ำของแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม จำนวน 3,857 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวม 452 ล้าน ลบ.ม. หรือ 87% โดยมีอ่างฯขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว คือ อ่างฯแม่มอก มีปริมาตรน้ำ 105 ล้าน ลบ.ม. หรือ 96% ส่วนแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน จำนวน 4,334 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวม 10,051 ล้าน ลบ.ม. หรือ 94% โดยมีอ่างฯขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ อ่างฯสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำ 8,965 ล้าน ลบ.ม. หรือ 94% และ อ่างเก็บน้ำแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตรน้ำ 746 ล้าน ลบ.ม. หรือ 79%
สำหรับแผนงานโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจ.พิษณุโลก ได้รับอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อ กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2567 จำนวน 30 รายการ ประกอบด้วยกิจกรรม ก่อสร้างใหม่ (ระบบกระจายน้ำและระบบประปา) ซ่อมแซมและบำรุงรักษา และปรับปรุง (คุณภาพน้ำ ระบบกระจายน้ำ ระบบประปา ระบบระบายน้ำ และสระเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม) เช่น การปรับปรุงดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำ P.R.-64.0R.(C-32) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม, การก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สนับสนุนพื้นที่โครงการจัดทำที่ดินทำกินให้ ชุมชนตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย, การปรับปรุงพนังกั้นน้ำฝั่งขวาแม่น้ำ แคววังทอง ต.วังพิกุล อ.วังทอง เป็นต้น ขณะที่จ.พิจิตร ได้รับอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2567 จำนวน 18 รายการ ประกอบด้วยกิจกรรม ก่อสร้างใหม่ (น้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค ระบบกระจายน้ำ และระบบประปา) และขุดลอก (ระบบ กระจายน้ำ) เช่น อาคารบังคับน้ำบ้านทุ่งใหญ่ ตำบลบ้านทุ่งใหญ่ อ.โพธิ์ประทับช้าง, โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ำประปาชุมชน รูปแบบที่1 หมู่ที่ 2 บ้านบึงบัวใน อบต.บึงบัว อ.วชิรบารมี, เพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตน้ำประปาขนาดใหญ่ กำลังการผลิต 10 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง บ้านหนองปรือ หมู่ที่ 4 อบต.ดงเสือเหลือง อ.โพธิ์ประทับช้าง เป็นต้น