สรวงศ์ เปิดใจ นั่งเก้าอี้เลขาฯ เพื่อไทย เย้ย นักร้อง เหมือนกรวดในรองเท้า ยัน พรรคร่วมเข้าขากันดี มั่นใจรัฐบาลอิ๊งค์อยู่ยาว ชี้ ทักษิณ-เนวิน คนสำคัญของ2พรรค

วันที่ 18 ต.ค. 2567 ที่สำนักงานใหญ่สำนักพิมพ์มติชน นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือมติชน ทั้งเรื่องการเมือง, การท่องเที่ยว และวงการกีฬา

ลูกไม้ใต้ต้นของคุณพ่อเสนาะ-คุณแม่อุไรวรรณ เทียนทอง

ผมอยู่ต่างประเทศมาครึ่งหนึ่งของชีวิต เมื่อกลับไทยมาก็ตามคุณพ่อไปหาเสียงตลอด และจะลงสมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544 แต่อายุยังไม่ถึง ตอนนั้นเป็นพรรคไทยรักไทยสมัยแรก ผมมีโอกาสไปทำงานกับคุณสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ อยู่ 4 ปี จนกระทั่งปี 2548 ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก

คำสอนต่างๆ ของคุณพ่อคุณแม่ ผมซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ ได้เห็นการทำงานมาตลอด เพราะคุณแม่ก็เป็นข้าราชการ การทำงานของคุณพ่อเป็นแบบไหน ผมก็พยายามที่จะทำให้เหมือน คือเป็นคนตรงไปตรงมา และผมเคยคุยกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ที่ตอนนั้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า เราเป็นคนแบบไหน เราเป็นคนตรงๆ

ซึ่งน.ส.แพทองธาร ก็พูดชัดเจนว่า “เหมือนอิ๊งค์เลย อิ๊งค์ก็เป็นคนตรงๆ ขอให้บอกมา” นี่เป็นสิ่งที่เราดำเนินชีวิตมาโดยตลอด อะไรที่คอมโพรไมซ์ คุยได้ เราก็คุย อะไรที่ต้องเด็ดขาดและตัดสินใจก็ต้องทำ นี่เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนมาโดยตลอด และได้ซึมซับมาโดยสายเลือด

งานหิน นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

เราเข้ามาอยู่ในช่วงที่พรรคขาลง เพราะการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544 ที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ไม่เคยเป็นที่สอง เราเป็นที่หนึ่งมาโดยตลอด ซึ่งจากการหาเสียงและการลงพื้นที่ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประชาชน สิ่งที่เราเคยคิดว่าใช้ได้และใหม่ มันไม่ใหม่อีกต่อไป

สส.และผู้สมัครพรรคเพื่อไทยทุกคน มีจุดเด่นเรื่องการออนกราวด์ เพราะเราไม่เคยทิ้งประชาชนและไม่เคยทิ้งพื้นที่ แต่จุดอ่อนที่อาจเป็นข้อผิดพลาด ซึ่งผมเคยพลาดมาแล้ว คือในปี 2562 เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมาตลอด อยู่กับพี่น้องประชาชนมาตลอดนั้นเพียงพอ แต่จริงๆ มันไม่พอ

งานออนแอร์สำคัญมาก ณ ปัจจุบัน สิ่งที่เราทำในพื้นที่ คนที่เป็นโหวตเตอร์จริงๆ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เขาไปทำงานที่อื่น แล้วกลับมาลงคะแนนวันเลือกตั้ง เห็นได้ชัดจากคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่จะมาจากงานออนแอร์ล้วนๆ เพราะเขาไม่ได้สัมผัสกับสส.หรือผู้สมัครในพื้นที่

ฉะนั้น การรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคในช่วงที่พรรคขาลง ผมมองว่าศักยภาพของหัวหน้าพรรคจะสามารถพาพรรคกลับมาเป็นอันดับหนึ่งได้อีกครั้ง และไม่ใช่เฉพาะหัวหน้าพรรค แต่เป็นทีมเราทุกคน ผมพูดกับสส.เสมอว่าเป็นบทเรียน และไม่ใช่ว่าผมไม่เคยพลาด ผมพลาดมาแล้วและตกงานมา 4 ปี เราจึงต้องนำบทเรียนตรงนี้มาปรับใช้

การเป็นเลขาธิการพรรคของผม ผมอยู่ในจุดกลางๆ เพราะปัญหาของพรรคเพื่อไทยจริงๆ คือ เจเนอเรชั่นแก๊ป คือ เรามีสส.หลายสมัย มีคนที่เป็นสส.สมัยแรกก็เยอะ การมารับตำแหน่งตรงนี้เป็นเรื่องที่หนัก แต่ดีใจอย่างหนึ่ง คือ มีหัวหน้าชื่อแพทองธาร ซึ่งคนมักจะพูดเสมอว่า หัวหน้าพรรคต้องฟังคุณพ่อทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องฟังคุณอายิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีคนมาครอบตลอด

แต่คนที่พูดเช่นนี้แปลว่าเขาไม่เคยทำงานกับน.ส.แพทองธาร เพราะหากเคยทำงานด้วยจะทราบว่า ท่านมีทุกอย่างพร้อมหมด ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ เพียงแค่ท่านมีคุณพ่อและคุณอาเป็นอดีตนายกฯ เช่นเดียวกับผมที่ทุกคนมองว่า มาเป็นตรงนี้ได้ เพราะเป็นลูกคุณเสนาะ ผมไม่ปฏิเสธ เพราะถ้าผมไม่ใช่ลูกคุณเสนาะ ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีวันนี้หรือไม่ แต่ทุกอย่างวัดกันที่ผลงาน

บางคนก็บอกว่าผมเป็นเพื่อนน.ส.แพทองธาร แต่ต้องบอกว่าผมกับน.ส.แพทองธาร คุยกันครั้งแรกก่อนผมเป็นเลขาธิการพรรคไม่เกิน 1 ปี ตอนวันเกิดน.ส.แพทองธารช่วงโควิด-19 ย้ำว่าผมจะไม่ออกมาตอบโต้ แต่จะใช้ผลงานเป็นตัววัด ซึ่งผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอดจะแสดงให้เห็นว่า เรามีศักยภาพที่จะเป็นเลขาธิการพรรคได้

ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องอะไรที่หนักใจ จะมีก็คงเป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง ผมว่าเรามีเวลาที่จะรื้อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา เพราะเราถูกโจมตีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตระบัดสัตย์ ซึ่งผมมองว่าเป็นวาทกรรมสร้างความเกลียดชังให้สังคม และเป็นสิ่งที่ต้องการให้หายไปจากประเทศไทย อะไรก็ตามอยู่ที่ผลงาน และเราต้องต่อสู้กันต่อไป

คุณแม่อุไรวรรณพูดเสมอ ‘ต้องมีสติ’

ช่วงนี้การเมืองเริ่มเข้มข้น คุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร มีแต่ให้กำลังใจ คุณแม่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกล้าโทรหา ทั้งที่ปกติโทรหาทุกวัน ได้แค่ส่งไลน์คุยกัน คุณพ่อก็อายุมากแล้ว มีเวลาว่างผมก็ไปหาท่าน ท่านไม่รู้จะสอนอะไร เพราะทุกอย่างอยู่หน้างาน เวลาเราตัดสินใจอะไรไป คุณแม่ก็จะพูดเสมอว่า “มีสตินะลูก” แค่นั้น

นักร้องเหมือนกรวดในรองเท้า-ใช้การทำงานเป็นธงเดินหน้า

ส่วนตัวมองว่า หากเราไปให้ความสำคัญกับทุกคนหรือทุกเรื่องที่เขาร้อง เราจะไม่มีเวลาทำงานแน่นอน แต่ผมเชื่อว่าสังคมตัดสินใจเองได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร และทุกอย่างพิสูจน์กันด้วยผลงาน ถ้าเราไปใส่ใจกับคำพูดหรืออะไรต่างๆ นานา มันไม่ไหว และนายกฯ ก็บอกว่าเราต้องทำงาน

เรื่องคดีความที่จะออกมาในทางเกมการเมือง ผมก็พร้อม อะไรที่เป็นเกมการเมืองก็ปล่อยให้เป็นเกมการเมืองไป แต่เราจะใช้การทำงานเป็นธงในการเดินหน้า

ผมมองว่าบรรดานักร้องเป็นกรวดในรองเท้า เวลาเราเดินก็เจ็บ และไม่สมูธอยู่แล้ว แต่ถามว่ากังวลจนทำงานไม่ได้เลยหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ผมยึดคำพูดของนายกฯ ที่บอกว่าเราต้องมุ่งมั่นทำงาน มีอะไรที่ต้องแก้ก็ให้ทีมกฎหมายเป็นคนแก้ แต่เราก็ทำงานตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร

พรรคร่วมรัฐบาลเข้าขากันดี

ทุกวันนี้พรรคร่วมรัฐบาลเข้าขากันดี ไม่ได้มีอะไร มีเพียงบางประเด็นที่เป็นนโยบายหลักของแต่ละพรรคที่เขามีจุดยืนของเขา และต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยครั้งนี้เป็นรัฐบาลผสมของแท้ ฉะนั้น เสียงในสภาฯ พรรคเราก็ไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังทำงานด้วยกันได้ ไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้งที่ใหญ่โต

เราต้องยอมรับเรื่องการอยู่ร่วมกัน ขนาดพี่น้องที่คลอดมาด้วยกัน ยังเห็นไม่ตรงกัน แต่นี่ต่างพรรค ต่างอุดมการณ์ ตอนหาเสียงก็แข่งกัน เวลามารวมตัวกันทำงานในฝ่ายบริหารก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เหมือนที่นายกฯ บอกว่า เรามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ยอมรับว่าเรื่องการต่อรองมีอยู่แล้ว มันเป็นการเมือง เราก็ต้องมาพูดคุยกันว่าจะวิน-วินกันได้อย่างไร เราต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

ทักษิณ-เนวิน คนสำคัญของทั้ง 2 พรรค

นายทักษิณ สำหรับพวกผมคือผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เป็นคนที่ทำให้พวกผมคิดว่าการเมืองเปลี่ยนประเทศได้ หากย้อนกลับไปก่อนปี 2544 การเมืองมีแต่ด่ากันในสภาฯ ไม่มีผลงานอะไรออกมาเป็นที่ประจักษ์ แต่ในปี 2544 การเมืองทำให้คนเห็นว่ามันเปลี่ยนประเทศ และเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้จริงๆ มันไม่ใช่แค่เพียงคำพูด

การที่นายทักษิณได้กลับมา หลังจากไม่ได้กลับมา 17 ปี ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ท่านบอกว่าอยากกลับมาอยู่กับครอบครัว แต่การเป็นคนอายุ 75 ปีและยังแข็งแรงอยู่ และที่สำคัญเป็นพ่อของนายกฯ ผมจึงบอกว่าคนเราต้องแยกแยะให้ออกครอบงำกับปรึกษา ซึ่งกฎหมายบอกว่า คนที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองมาพูดอะไรก็ตาม เราไปเชื่อฟังจนขาดอิสรภาพ นั่นถือเป็นการครอบงำ

ที่ผ่านมาทั้งหมดก็ชัดเจนอยู่แล้ว ก่อนจะมีการเลือกนายกฯ ข่าวก็ออกมาว่าเป็นนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยอีกหนึ่งคน ทำไมสุดท้ายจึงออกมาเป็นน.ส.แพทองธาร แบบนี้ถามว่าครอบงำที่ไหน

ส่วนที่มีการยื่นยุบพรรค หากมีการยุบพรรคจริงๆ พรรคคุณก็โดน พรรคผมไม่โดน เพราะวันที่มีข่าวว่าหัวหน้าพรรคแต่ละพรรคเข้าไปบ้านจันทร์ส่องหล้า มีพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวที่ไม่ได้เข้าไป รอดพรรคเดียว ผมจึงบอกว่าท่านเป็นคนสำคัญ และเป็นพ่อของนายกฯ ตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถามว่าท่านมาครอบงำอะไรจนเราขาดอิสรภาพหรือไม่ ไม่มีแน่นอน ชัดเจนในหลายเรื่องที่ปรากฏออกมาแล้ว

การทำงานยุคของหัวหน้าแพทองธาร ทุกอย่างผ่านมติพรรคหมด และทุกอย่างต้องทำแบบรอบคอบมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านเป็นนายกฯ แล้วด้วย ทุกอย่างพวกเราทำบนพื้นฐานความโปร่งใสและรอบคอบที่สุด

ฉะนั้น เรื่องของนายทักษิณและนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า นายเนวินเป็นที่เคารพของพรรคภูมิใจไทย มันแยกออกจากกันไม่ได้ และการเจอกันของทั้ง 2 คนที่เป็นข่าวนั้น กลายเป็นว่าไปคุยและจูบปากกันแล้ว ทั้งที่อาจจะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ หรือการพูดคุยกันนาน อาจจะไม่เรื่องการเมืองเลย เอาเป็นว่าบุคคลทั้ง 2 ท่านเป็นบุคคลสำคัญของทั้ง 2 พรรคดีกว่า

มั่นใจรัฐบาลอิ๊งค์อยู่ยาว

หากเราลองย้อนอดีต ความผิดพลาดเกิดมา 2 อย่าง คือ การถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น และการยื่นแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ณ ปัจจุบัน การยื่นแก้ไขกฎหมายอะไรก็ตาม แม้แต่รัฐธรรมนูญ หากมีเสียงเอ๊ะ เราก็ต้องรับฟัง แม้สิ่งต่างๆ อาจจะถูกกลั่นกรองมาแล้วจากนักการเมือง แต่ไม่ถูกมองจากคนด้านนอก

เมื่อมีเสียงเอ๊ะมาหลายสิ่งหลายอย่างเราก็ปรับตาม เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เราสามารถปรับเปลี่ยนกันได้ ผมจึงมองว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่อยู่ยาว มีหลายปัจจัย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น มีการแก้ไขอะไรที่ไม่สมควรแก้ไขหรือไม่ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้แน่นอน

นิรโทษกรรม ต้องแยกความผิด ม.112 เป็นคดีการเมืองหรือไม่

การนิรโทษกรรมทั้งฉบับไม่ได้มีปัญหาอะไร มีปัญหาข้อเดียว คือ มาตรา 112 หากเราแยกจริงๆ นิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง แล้วจำกัดความคำว่าคดี 112 เป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ แต่สำหรับผมคิดว่าไม่ใช่คดีทางการเมือง

ฉะนั้น ต้องมีการถกเถียงกัน แต่จริงๆ แล้วหากคิดในแง่การเมือง ไม่ว่าจะเอาเข้าหรือไม่เอาเข้าก็อันตรายทั้งคู่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราในฐานะรัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะตัดสินใจได้ทันที ต้องมีการพูดคุยกัน

ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลพยายามยื้อไว้ เพราะเป็นเผือกร้อนนั้น ไม่ใช่เผือกร้อน เพราะนานแล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันในสังคม แต่ส่วนตัวมองว่าต้องแยกให้ออกก่อนว่า นิรโทษกรรมอะไร หากนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองหรือคดีทางการเมือง ต้องแยกอีกว่าความผิดตามมาตรา 112 เป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ ในส่วนนี้ต้องชัดเจน และต้องมีการพูดคุยกัน

ส่วนจะมีการหยิบข้อกฎหมายมาพูดคุย ในวันที่ 21 ต.ค. ที่มีการนัดพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารหรือไม่นั้น นายกฯ คุยอยู่ทุกสัปดาห์ รองนายกฯ ส่วนมากก็เป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบพรรคการเมืองอื่นก็มีการพูดคุยกันอยู่แล้ว

แต่เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของพรรคมากกว่า ซึ่งที่คุยกันทุกครั้งจะเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี เพราะการเชิญร่วมวงรับประทานอาหารก็จะเชิญหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค โดยในวันที่ 21 ต.ค.นี้จะเป็นการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน