วุฒิสภาเดือด! “นันทนา” โวย เสียงข้างมาก ยึดเก้าอี้ กมธ.ร่วม ประชามติ ว้ากลั่น ระบอบเผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย ‘พิสิษฐ์’ แจง ไม่ใช่เผด็จการ
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 21 ต.ค. 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระแจ้งเรื่องตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ….
ภายหลังนายสุทนต์ กล้าการขาย สว. แจ้งรายชื่อกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันทั้ง 14 คนตามที่ที่ประชุมคณะกมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เสนอ ประกอบด้วย 1.พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย 2.นายธวัช สุระบาล 3. พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ 4.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร
5.นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล 6.นายอภิชาติ งามกมล 7.นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล 8.พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร 9.นายกมล รอดคล้าย 10.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม 11.นายเอนก วีระพจนานันท์ 12นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ 13.นายพิชาญ พรศิริประทาน และ 14.นายสิทธิกร ธงยศ
นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว. ลุกประท้วงว่า ตนเป็นหนึ่งในเสียงข้างน้อยที่โหวตไม่เห็นชอบรับรองเสียงข้างมาก 2 ชั้น จึงอยากเสนอชื่อสมาชิก 2 คน เพื่อเข้าร่วมกมธ.ตามสัดส่วน ซึ่งเป็นสมาชิกเสียงข้างน้อย คือ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และนายประภาส ปิ่นตกแต่ง เพื่อเข้าร่วมกมธ. เนื่องจากทั้ง 2 คนเป็นกมธ.ประชามติ ฝั่งวุฒิสภา อยู่แล้ว
ด้าน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดใจกับคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถของแคนดิเดตทั้ง 14 คนที่ถูกเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อมาดูรายชื่อของกมธ.ทั้ง 14 คน พบว่าเห็นชอบกับการแก้กลับไปเป็นเสียงข้างมาก 2 ชั้น
แต่เมื่อคิดตามจำนวน 200 คนจะตกอยู่ที่ 14.28 คน เท่ากับ 19 คนที่เป็นเสียงส่วนน้อยนั้น ต้องมี 1 คนที่เป็นโควตาอยู่ในกมธ.ร่วมกัน ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ ในฝั่งของ สส. มี 3 คนที่มาจากพรรคที่งดออกเสียง กับอีก 14 คนที่ทางวิปวุฒิสภาเสนอมาแต่แรก ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสนับสนุนเสียงข้างมาก 2 ชั้น อาจทำให้มีปัญหาว่า ไม่สะท้อนถึงข้อเท็จจริงที่ไม่มีเสียงข้างน้อย และเราต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า เราเคารพเสียงทุกเสียง
นอกจากนี้ ใน 14 คนที่เป็นกมธ.ร่วมกันของวุฒิสภา กลับไม่มีตัวแทนจากกมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาเลย จึงขอให้พิจารณาถึงสัดส่วนตรงนี้ ขอให้อย่างน้อยใน 14 คน มีเสียงข้างน้อย 1-2 คนเข้าไปด้วย
ขณะที่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนมาทราบภายหลังว่า ในรายชื่อ 14 คนนั้นมาจากที่ประชุมวิปวุฒิสภาที่ได้กำหนดมา ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมาก ไม่มีเสียงข้างน้อยที่ได้แสดงความคิดเห็นไว้ หมายความว่ากมธ.ร่วมกันฝั่งวุฒิสภาไม่เห็นความสำคัญของสัดส่วนวุฒิสภา และไม่เห็นความสำคัญของเสียงข้างน้อยเลย
เชื่อว่าประชาชนที่นั่งฟังการอภิปรายอยู่นั้นกำลังตั้งข้อสงสัยว่า วุฒิสภาแห่งนี้เป็นวุฒิสภาของใคร ไม่ใช่วุฒิสภาของประชาชนหรือ ทุกครั้งที่ลงมติเสียงข้างมากจะชนะทั้งหมด ในหลักประชาธิปไตย เราทำตามเสียงข้างมาก แต่ก็เคารพเสียงข้างน้อย
ฉะนั้น ในการตั้งกมธ.ร่วมครั้งนี้ ควรเป็นสัดส่วนของเสียงมากและเสียงข้างน้อย สุดท้ายเมื่อตั้งกมธ.ในสัดส่วน 14 ต่อ 14 แล้ว ลงมติออกมาเป็นเช่นไร ก็อธิบายต่อประชาชนได้ว่า นี่เป็นสัดส่วนที่มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ไม่ใช่สัดส่วนที่มาจากเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว
“ที่ท่านพูดว่าประชามติต้องทำให้รัดกุม ท่านพูดจริงๆ หรือแค่ต้องการเอาชนะ แล้วยืดเวลาออกไป หากท่านเห็นความสำคัญของประชาธิปไตยจริง ท่านต้องให้ทุกฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็น และสะท้อนผ่านกมธ.ชุดนี้ที่ควรมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เพื่อเข้าไปอภิปรายแสดงความคิดเห็นว่าเราควรทำประชามติชั้นเดียว แต่หากเสียงข้างมากบอกว่าต้องการทำประชามติ 2 ชั้น ก็ให้อภิปรายเหตุผลมา ประชาชนรอฟังอยู่
ดิฉันไม่อยากให้วุฒิสภาถูกนินทาว่ารวบรัดตัดตอน เป็นสภาที่มีใบสั่ง จึงขอวิงวอนให้สมาชิกทุกคนเห็นแก่ภาพลักษณ์ของวุฒิสภาชุดใหม่ว่า สภาแห่งนี้เป็นสภาของประชาธิปไตย จึงควรให้มีกมธ.เสียงข้างน้อยเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ขอให้ท่านลงมติด้วยความเป็นตัวของตัวเอง และเคารพเสียงของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของสภาบิดเบี้ยว ไม่ทำให้ประชาชนขาดศรัทธากับวุฒิสภา” น.ส.นันทนา กล่าว
ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กล่าวว่า การที่วุฒิสภาต้องเสนอชื่อบุคคลเป็นกมธ.ร่วมกัน โดยผ่านวิปวุฒิสภานั้น ต้องคำนวณถึงสัดส่วนของผู้แทนของเจ้าของเรื่อง กมธ.เสียงข้างมาก กมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น และสมาชิกที่แปรญัตติ ซึ่งเป็นผลการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.ของ สส.เท่านั้น ไม่ได้รวมผู้เห็นชอบกับสส. ฉะนั้น คนที่มีสิทธิ์เข้าไปเป็นกมธ.นั้น ต้องเป็นผู้ที่เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น
ทำให้น.ส.นันทนา ลุกขึ้นโต้ว่า การจะตั้งกมธ.โดยไม่มีสัดส่วนนั้น ตนคิดว่านายพิสิษฐ์เข้าใจผิด ในกลไกระบอบประชาธิปไตย เรามีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย แต่เราจะทำตามมติเสียงข้างมากโดยยังเคารพเสียงข้างน้อย
เมื่อไหร่ที่บอกว่าไม่ต้องมีสัดส่วน มีแต่พวกของเราเท่านั้น นั่นคือระบอบเผด็จการไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ขอให้เข้าใจใหม่ และท่านเป็นสว.ที่อยู่ในกลไกระบอบประชาธิปไตย แต่ท่านปฏิเสธการให้มีสัดส่วนของคนคิดต่างเข้ามา แปลว่าท่านกำลังยึดหลักเผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้น นายพิสิษฐ์ ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนไม่ได้มีความคิดเป็นเผด็จการ และเชื่อว่าสภาแห่งนี้ไม่ได้มีพรรคมีพวก ตนเคารพสิทธิ์ของทุกคน ที่ตนพูดเมื่อสักครู่นั้นเป็นความจริง และการจะเป็นกมธ.นั้น ตนมองว่าต้องเป็นคนที่เห็นต่างจาก สส.
ขณะที่สว.ฝ่ายเสียงข้างมาก เช่น นายพิสิษฐ์, พล.ต.ท.บุญจันทร์ ยืนยันให้ใช้รายชื่อ 14 คน ตามที่ผ่านความเห็นชอบของวิปวุฒิสภา และเห็นว่าในกมธ.ร่วมกันก็มีฝ่ายไม่เห็นชอบอยู่แล้ว
ต่อมา นายเทวฤทธิ์ เสนอญัตติของดใช้ข้อบังคับชั่วคราว เพื่อขอให้ออกเสียงแบบ 1 คน ต่อ 1 ตัวเลือก เพื่อให้กมธ.เหล่านั้น เป็นตัวแทนของสว.อย่างแท้จริง จากนั้น ประธานสั่งพักการประชุม เนื่องจากให้เจ้าหน้าที่ทำบัตรออกเสียง เพราะมีสว.ต้องการเป็นกมธ.ร่วมกัน 16 คน ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ 14 คน อย่างไรก็ตาม ในญัตติที่นายเทวฤทธิ์เสนอไว้นั้น ที่ประชุมลงมติตีตก โดยไม่เห็นชอบด้วยเสียง 138 ต่อ 26 งดออกเสียง 5 เสียง
จากนั้นเวลา 15.20 น. นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ประกาศผลการนับคะแนน โดยเสียงส่วนใหญ่โหวตเห็นชอบตามรายชื่อที่วิปวุฒิสภา มีมติ 14 คน
ส่วนตัวแทน สว.เสียงข้างน้อย คือ น.ส.นันทนา ได้เพียง 27 คะแนน และนายประภาส ได้ 25 คะแนน เป็นอันว่ารายชื่อทั้ง 14 คนที่ได้รับเลือกเป็นไปตามที่วิปวุฒิสภาอนุมัติแล้ว