เยาวชน แต่งผีบุกทำเนียบรัฐบาล ยื่น 5 ข้อเสนอถึง นายกฯ อิ๊งค์ ปกป้องประชาชนจากปัจจัยเสี่ยง ‘บุหรี่ไฟฟ้า-พนันออนไลน์-ภัยน้ำเมา’
เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง นำโดย น.ส.ศุภัทรา ภาแก้ว พร้อมเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน และมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กว่า 50 คน แต่งกายด้วยชุดแฟนตาซีผี ในคอนเซ็ปต์ “รัฐอย่าลวง เด็กจะหลอน” สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ยื่นหนังสือถึงน.สแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ขอให้มีการกำหนดนโยบายปกป้องเด็ก และเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พนันออนไลน์ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด กัญชา กระท่อม อุบัติเหตุ โดยทำกิจกรรมทุบทำลายบุหรี่ไฟฟ้า และปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบ โดยมีนายพันศักดิ์ เจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านมวลชน สำนักปลัดสำนักนายกฯ เป็นผู้มารับหนังสือแทน

น.ส.เพชรลดา กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนันออนไลน์ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา กระท่อม อุบัติเหตุ และพบนักดื่มหน้าใหม่ของไทยอายุ 15-19 ปี 30.8 % อายุ 20-24 ปี 53.3 % และพบเยาวชน อายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 12.7 % ลดจากปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 15.4 % อายุ 13-15 ปี พบสูบ 6,700 คน ส่วนผลสำรวจการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน ปี 2565 พบเด็กเยาวชนอายุ 13-15 ปี สูบ 17.6% เพิ่มขึ้น 5.3 เท่าจากปี 2558 ที่มีเพียง 3.3 %
ขณะที่ปัญหาการพนัน ปี 2566 พบอายุ 15-25 ปี เล่นพนันออนไลน์ 32.3% หรือ 2.9 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1 ใน 4 เสี่ยงติดพนัน 7.4 แสน เสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้า และใช้สารเสพติดสูงกว่าคนทั่วไป 2-5 เท่า ทั้งนี้ การเล่นพนันมีผลต่อสมองของเด็กขาดความยับยั้งชั่งใจ เสพติดการพนันนำสู่การลักขโมยเงินไปเล่นพนัน และทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยง คืออุบัติเหตุทางถนน

จึงขอแสดงจุดยืนต่อรัฐบาล ดังนี้ 1.ขอคัดค้านนโยบายที่เสี่ยงต่อการมอมเมาเด็กและเยาวชน ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย การพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย และสุราเสรี 2.ขอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายที่ปกป้องเด็กและเยาวชนให้เป็นรูปธรรมโดยเร่งด่วน อาทิ การเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชน การสร้างทักษะชีวิต ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ในระบบแพ้คัดออก
3.รัฐบาลต้องเอาจริงกับการเรียกรับผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทา โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ลูบหน้าปะจมูก 4.ขอให้สังคมช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบ
5.ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องคุ้มครองเด็ก และเยาวชนระดับจังหวัด และระดับชาติตื่นตัว เร่งทำงานเชิงรุกตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ ไม่เพิกเฉยต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และสังคม โดยคำนึงถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก