นายกฯ ลุยร้อยเอ็ด เร่งปราบยาเสพติด ประกาศ นำร่อง 10 จังหวัดสีขาว กำชับตรวจสารเสพติดข้าราชการ ย้ำจริงจังแก้ปัญหา ต่อยอดสร้างอาชีพ
เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 1 พ.ย. 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ต.หนองพอก อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด โดยมี สส.ร้อยเอ็ด สส.กาฬสินธุ์ และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้การต้อนรับ ก่อนนายกฯ ออกเดินทางต่อด้วยรถยนต์เล็กซัส สีเงิน Sonic Titanium ทะเบียน 5 ขส 45 กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ด
โดยจุดแรกเวลา 11.30 น. ที่วัดบ้านเขวาทุ่ง ต.เขวาทุ่ง อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด นายกฯ เป็นประธานการประชุมสั่งการโมเดลการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ
โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจ และหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เข้าร่วม

เมื่อมาถึงชาวบ้านได้ผูกผ้าขิดพื้นบ้านที่เอวนายกฯ และมีการฟ้อนรำชวนอ้ายเที่ยวเมืองร้อยเอ็ดต้อนรับ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังสวมกอด ขอถ่ายรูปเซลฟี่ และชมนายกฯ ว่า ตัวจริงสวยมาก
จากนั้น นายกฯ รับฟังบรรยายสรุปการปราบปรามยาเสพติดใน จ.ร้อยเอ็ด ที่มุ่งเน้นจับกลุ่มผู้ค้ามาดำเนินคดี และนำผู้เสพเข้ารับการบำบัด ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากโมเดลการแก้ปัญหายาเสพติดของจังหวัด
จากนั้น นายกฯ กราบนมัสการ พระครูเกษมธรรมสาทร เจ้าอาวาสวัดเขวาทุ่ง และพระครูโสภณธรรมวรยา เจ้าคณะตำบลเขวาทุ่ง โดยพระครูเกษมธรรมสาทร ได้มอบพระพุทธรูปปางชนะมารและ พระพุทธรูปหลวงปู่อินทร์ อดีตเจ้าอาวาส ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว ให้กับนายกฯ

ต่อจากนั้น นายกฯ เป็นประธานการประชุมสั่งการโมเดลการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ดและกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า ตนเสียงแหบนิดหนึ่งยังไม่ค่อยหายดี แต่ว่าฟังพอได้ไหม ก็ขอสวัสดีทุกท่าน
วันนี้ดีใจมากๆ และรู้สึกเป็นเกียรติที่มาติดตามงาน ต่อจากสมัย นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ทราบมาตลอดว่ามีความจริงจังเป็นอย่างมากในการพยายามปราบปรามปัญหายาเสพติดทั้งประเทศ และที่จ.ร้อยเอ็ด ก็ได้เริ่มกันมาอย่างสวยงามมากๆ ที่อ.ธวัชบุรีโมเดล และอ.ท่าวังผาโมเดล จ.น่าน
ปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ปัญหายาเสพติดเหมือนเป็นปัญหาพื้นฐาน ถ้ายาเสพติดยังอยู่ คนยังติด ทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ยาก เพราะถึงเราจะมีนโยบายดีๆ แค่ไหน แต่นโยบายยาเสพติดถ้าไม่เอาจริงก็จะทำนโยบายอื่นๆ ได้ยาก ฉะนั้น นโยบายยาเสพติดถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายกฯ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ทำงานกันอย่างจริงจัง ผู้ที่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดวันนี้ก็หายแล้ว กลับคืนสู่ครอบครัวและสังคม ต้องฝากทุกคนให้กำลังใจกันต่อ เพราะการเป็นทาสของยาเสพติดไม่ใช่เรื่องง่ายเราจะต้องอาศัยกำลังจากทุกภาคส่วน
วันนี้รัฐบาลนี้ยังยืนยันในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่องต่อไปอย่างเข้มข้นและจริงจัง หากหน่วยงานไหนติดปัญหาอย่างไรขอให้แจ้งมา เพื่อรัฐบาลจะช่วยซัพพอร์ต เราเต็มที่และไม่อยากให้ลูกหลานโตขึ้นมาในสังคมที่เต็มไปด้วยยาเสพติด ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่เราจะไปต่อ
โดยหลังจากนี้จะขอขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ต่างๆ ตามภูมิภาค โดยจะใช้จังหวัดนำร่องขึ้นมาทั้งหมด 10 จังหวัดกระจายไปทั่วประเทศ ภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ ภาคกลาง อุทัยธานี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ สกลนคร นครพนม ภาคตะวันออก คือ ระยอง และภาคใต้ คือ ตรัง นครศรีธรรมราช และนราธิวาส ซึ่งเป็น 10 จังหวัดนำร่องที่เราจะต้องแก้ปัญหายาเสพติดและยกระดับให้เข้มข้นขึ้น

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ ขอให้ป.ป.ส.จัดทำเรื่องการอัปเดตข้อมูลเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสามารถรับทราบข้อมูลร่วมกันและเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้ได้รู้ว่าเราแก้ปัญหาไปถึงจุดไหนแล้ว และแผนปฏิบัติการแก้ปัญหายาเสพติดของจังหวัดให้รายงานผลการดำเนินงาน และการประเมินผลด้วยว่า จบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง จะได้ติดตามกันได้ง่ายยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันขอให้ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลให้ถึงกันและอัปเดตกันด้วย เพื่อจะได้ซัพพอร์ตกัน ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ยาเสพติดเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ใช้ยาและครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสังคม ประเทศชาติ เรื่องของหน่วยราชการที่ต้องช่วยกันดูแลให้ยาเสพติดในประเทศของเราหมดไป
“เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงประชาชนทุกคน เพราะเด็กๆ ทั้งหลายเป็นอนาคตของชาติ จึงเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันทุกฝ่าย” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนการปราบปรามขอให้ตัดวงจรเรื่องการค้ายาเสพติด อยากให้เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องการยึดทรัพย์และการอายัดทรัพย์ ขอให้มีความเด็ดขาดในเรื่องนี้ เพราะจะได้ไม่กลับมาอีก ให้การยึดทรัพย์มีบทลงโทษที่จริงจังชัดเจน
อีกอย่างที่ตนคิดว่าให้ปรับกันเอง คือ เราต้องดูแลข้าราชการและคนทำงานของเราด้วย ต้องมีการตรวจเช็กคนทำงานของเราด้วย อันนี้ไม่ใช่ไม่ไว้ใจกัน แต่เราอยากให้เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชนว่าพวกเราเองที่ทำงานทุกวันนี้ไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เราจะได้ดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง และทำให้ประชาชนไว้ใจ เราต้องเป็นตัวอย่าง และถือเป็นต้นแบบที่ทำตาม
เรื่องการบำบัดรักษา ขอให้ ป.ป.ส. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ตำรวจ และทหาร ทำงานกันอย่างบูรณาการ เร่งพิจารณาเพิ่มในเรื่องสถานพยาบาล เพราะทราบดีว่าสถานพยาบาลอาจจะไม่เพียงพอ เช่น การเปิดศูนย์บำบัดผู้ป่วยยาเสพติดต่างๆ ถ้าไม่เพียงพอจะได้มีการประสานงานกัน

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ เรื่องของวงจรยาเสพติด กระบวนการรักษาเสร็จตัดวงจรให้จบ ผู้ขายโดนยึดทรัพย์แล้ว แต่อยากให้จำไว้เสมอว่า การดูแลคนที่เสพยา นั่นคือการรักษาคนที่ป่วย คนที่ไม่สบาย ขอให้ทุกคนมีความใจดี มีเมตตากับผู้ที่มารักษา ฟังแล้วอาจจะเป็นเรื่องเล็ก แต่กำลังใจเท่านั้นที่จะทำให้เขาเดินออกไปอย่างสง่างามอย่างเข้มแข็ง ขอให้ทุกฝ่ายไม่ลืมในเรื่องนี้
ที่สำคัญการฝึกอาชีพต่อจากนั้นก็ขอให้เป็นรูปธรรมที่จริงจังด้วย ตนยังพูดคุยกับคณะทำงานวงเล็กว่าอยากทำเรื่องนี้เพื่อให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ทำมาทุกคนทำมาดีหมดแล้ว แต่รัฐบาลอยากทำต่อในเรื่องการฝึกอาชีพ ให้มีอาชีพจริงจัง มีอาชีพเป็นหลัก เพื่อจะได้เป็นฐานของการประกอบอาชีพต่อไป เพื่อให้เขากลับมาช่วยครอบครัวของตัวเองได้ ซึ่งถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร ในการประชุมยาเสพติดครั้งหน้าคิดว่าน่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้
“สุดท้ายขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลจะจริงจังกับเรื่องปัญหายาเสพติด และรอวันที่ยาเสพติดจะหมดไปจากประเทศ ขอเริ่มที่จังหวัดนำร่องทั้ง 10 จังหวัดนี้ก่อน เราต้องพยายามทำให้ยาเสพติดลดลงอย่างน้อย 90% ขอให้ทุกคนลุยเต็มที่ในเรื่องนี้
อยากให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่ปลอดยาเสพติด และเป็นประเทศสีขาวในทุกพื้นที่ ไม่ใช่เพียง 10 จังหวัดนำร่องเท่านั้น ต้องขอบคุณ จ.ร้อยเอ็ด ที่เริ่มต้นอย่างสวยงาม และคิดว่าเมื่อจังหวัดอื่นๆ มองเห็น จ.ร้อยเอ็ด ก็เชื่อถึงความเป็นไปได้ว่า ทุกพื้นที่ก็จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้เหมือนกัน” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายกฯ กล่าวมอบนโยบายเสร็จสิ้น รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ตอบรับว่าจะตรวจสารเสพติด ตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปถึงข้าราชการในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด