“นพดล” ชี้ เอ็มโอยู 44 ไม่ได้ยอมรับเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชา ยัน เนื้อหาเป็นประโยชน์ต่อการเจรจา ซัด คนเรียกร้องให้ยกเลิกเหตุผลย้อนแย้ง ขออย่าใช้วาทกรรมเสียดินแดนเช่นในอดีต

10 พ.ย. 67 – นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า หลังการปั่นกระแสเสียเกาะกูดซาลงไป ก็ยังมีการเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก เอ็มโอยู 44 แล้วทำเอ็มโอยูใหม่ โดยมีการบิดเบือนข้อเท็จจริง และกฎหมาย 2 ประเด็นใหญ่

คือประเด็นแรก กล่าวหาว่า เอ็มโอยู 44 ไปยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาประกาศ และจะทำให้ไทยเสียสิทธิทางทะเล ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจาก 4 เหตุผล คือ 1. ไม่มีเนื้อหาของเอ็มโอยู 44 ใดๆ เลยที่ไปยอมรับเส้นที่กัมพูชาลาก

2. ฝ่ายไทยไม่เคยมีการกระทำหรือพฤติกรรมไปยอมรับเส้นของกัมพูชา 3. ยิ่งกว่านั้น เนื้อหาในข้อ 5 ของเอ็มโอยู 44 ระบุไว้ชัดเจนว่าตราบใดที่ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องการแบ่งเขตทางทะเล ให้ถือว่า เนื้อหาเอ็มโอยู 44 และการเจรจาตาม เอ็มโอยู 44 จะไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของทั้งไทยและกัมพูชา และ 4. แผนผังแนบท้ายเอ็มโอยูระบุไว้ทั้ง 2 เส้นที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิ์

“ถ้าตีความว่า การทำเอ็มโอยูเท่ากับไทยยอมรับเส้นของกัมพูชา มันก็ต้องตีความในทำนองเดียวกันว่ากัมพูชายอมรับเส้นที่ไทยยึดถือด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งกรมสนธิสัญญาและกฎหมายแถลงไปแล้วว่า เอ็มโอยูเป็นเพียงข้อตกลงไปเจรจา ไม่ใช่เป็นการยอมรับเส้นของอีกฝ่าย” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่สอง ที่กล่าวหาว่า ถ้ารัฐบาลนี้เจรจากับกัมพูชาแล้วขุดน้ำมันและแก๊สในพื้นที่พัฒนาร่วมมาใช้ก่อน จะทำให้ไทยเสียสิทธิในเขตทางทะเลแน่ เรื่องนี้ทฤษฎีถูก แต่ข้อสันนิษฐานผิด เนื่องจากรัฐบาล และคณะกรรมการเจทีซีจะทำเช่นนั้นไม่ได้

เพราะการเจรจา ก.แบ่งเขตทางทะเล และ ข.พื้นที่พัฒนาร่วมหรือ JDA ต้องทำคู่ผูกติดกันไป แยกจากกันไม่ได้ ตามที่ระบุในข้อ 2 ของ เอ็มโอยู 44 นี่คือข้อดีของเอ็มโอยู แล้วจะเรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทำไม ทั้งๆ ที่มันป้องกันความกังวลของคนคัดค้าน มันย้อนแย้ง

นอกจากนั้น ถ้ายกเลิกเอ็มโอยู 44 จะมีผลตามมาคือ 1. การประกาศเขตไล่ทวีปของแต่ละฝ่ายยังคงอยู่ พื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน 26,000 ตร.กม.จึงยังคงอยู่ 2. ไทยและกัมพูชาไม่สามารถเข้าไปสำรวจขุดเจาะน้ำมันและแก๊สในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนได้ 3. ทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีความผูกพันที่จะต้องเจรจาเรื่องแบ่งเขตทางทะเลและพัฒนาร่วมควบคู่กันไป ซึ่งไม่เป็นผลดี

และ 4. ถ้ายกเลิก ข้อผูกพันให้มีการเจรจาเรื่องแบ่งเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่ระบุในข้อ 3 ของเอ็มโอยูก็จะสิ้นผล เมื่อไทยไม่ยอมรับเส้นของกัมพูชา นี่คือช่องในการเจรจาให้ได้ข้อสรุป ที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์

นายนพดล กล่าวต่อว่า เอ็มโอยู 44 นี้ คนที่สงสัยโดยสุจริตก็มี แต่น่าเสียดายมีหลายคนที่ในอดีตเคยร่วมสร้างวาทกรรมเสียดินแดนในปี 2551 เพื่อหวังล้มรัฐบาลที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ โดยใช้ความเท็จใส่ร้ายว่าตน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ทำให้ไทยเสียปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา ทั้งๆ ที่ไทยยกปราสาทให้กัมพูชาตามคำตัดสินศาลโลกไปแล้วตั้งแต่ปี 2505

ซึ่งข้อเท็จจริงในปี 2551 คือกัมพูชาเอา 1. ตัวปราสาท และ 2. พื้นที่ทับซ้อนไปขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่รัฐบาลไทยเจรจาจนกัมพูชายอมตัดพื้นที่ทับซ้อนออก และยอมขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งเป็นของเขามาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ตนถูกโจมตีใส่ร้ายเท็จ และไปฟ้องเอาผิดตน

ต่อมาในปี 2558 ศาลฎีกาฯ ก็ได้พิพากษายกฟ้องตน และในคำพิพากษาได้ระบุว่า สิ่งที่ตนทำถูกต้องตามสถานการณ์ ไม่กระทบสิทธิในดินแดนของไทย และไทยจะได้ประโยชน์จากการกระทำของตน ตนจึงไม่อยากเห็นการสร้างวาทกรรมเสียดินแดนอีก

เพราะเคยสร้างความเสียหายให้ประเทศ เมื่อครั้งจุดประเด็นเรื่องเขาพระวิหารในปี 2551 ซึ่งทำให้มีการปะทะตามแนวชายแดน มีทหารเสียชีวิต และทำให้ในปี 2554 กัมพูชากลับไปยื่นตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 2505 ส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเสื่อมทรามลงในเวลานั้น

“ภายหลังรัฐประหารปี 2557 ก็มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน OCA ตามกรอบเอ็มโอยู 44 จนถึงปี 2566 เกือบ 8 ปี ซึ่งก็เป็นการทำตามกรอบที่เหมาะสม

แต่ตอนนี้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ยกเลิกสิ่งที่พวกตนเคยใช้ดำเนินการ ประชาชนน่าจะคิดได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ผมเห็นว่า หากมีข้อห่วงใยโดยสุจริต ควรส่งไปยังรัฐบาลดีกว่ากล่าวหาและบิดเบือนประเด็น” นายนพดล กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน