วิทยา หนุนปรับเกณฑ์ประชามติแก้รธน. ลดเพดานสว. ใช้ทางสายกลาง ชี้หากใช้ตาม ‘พท.-ปชน.’ ให้ยึดเสียงข้างมาก หากคนมาใช้สิทธิ์ 5 ล้าน ก็ไม่ใช่ประชามติ

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2567 นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.)ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดประชุมกมธ. เพื่อลงมติในความเห็นต่างระหว่าง สส. และสว. ต่อหลักเกณฑ์การผ่านประชามติ ว่า ตนสนับสนุนในแนวทางที่ต้องกำหนดเกณฑ์ให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ

ส่วนเสียงเห็นชอบเรื่องที่ทำประชามตินั้นให้ถือเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นแนวทางที่ลดเพดานหลักเกณฑ์ ที่ สว.เสนอ กำหนดให้ต้องมีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และเสียงผ่านประชามติต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ขณะเดียวกันคือ เพิ่มเพดานจากหลักเกณฑ์ที่สส. เสนอที่ระบุให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง

มองว่าการทำประชามติเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นนต้องมีประชาชนออกมาใช้สิทธิระดับพอสมควร โดยตามหลักการสากลคือต้องได้ครึ่งหนึ่ง เช่น มีผู้มีสิทธิ 42 ล้านคน ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ 21 ล้านคน ส่วนเสียงที่จะผ่านประชามติ ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นฝ่ายชนะ หากเห็นชอบชนะให้แก้ ก็แก้ หากไม่เห็นชอบก็ไม่ต้องแก้

“หากใช้แบบพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนที่เสนอบอกว่าจะออกมาใช้สิทธิเท่าไรไม่เกี่ยว ยึดเสียงข้างมากก็เกินไป เช่นมีคนมีสิทธิประชามติ 60 ล้านคน แต่มีคนออกมา 5 ล้านคน แบบนี้ไม่ใช่ประชามติ” นายวิทยา กล่าว

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในการพิจารณาของ กมธ.ร่วมนั้น โดยปกติสามารถแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากเนื้อหาที่เขียนไว้ในร่างกฎหมายได้ อย่างไรก็ตามหากยังเห็นไม่ตรงกัน ต้องใช้มติเพื่อตัดสิน เพื่อหาผู้ชนะ ทั้งนี้ตนมองว่าในประเด็นดังกล่าวสามารถขยับ หรือประนีประนอมกันได้

เมื่อถามว่าการแก้ไขกฎหมายประชามติที่เห็นต่างอาจทำให้ยืดกรอบการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายวิทยา กล่าวว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องด่วน ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่มีประชาชนเรียกร้อง มีแต่พรรคการเมืองที่เสนอกันเอง ขณะเดียวกันนักการเมืองไม่เคยบอกว่าจะแก้ไขเรื่องอะไร มีแค่บอกว่าต้องการให้มีสมาขิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ไม่เอารัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ

กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญต้องเดินไปตามกระบวนการ และทำตามระบบประชามติ ส่วนจะประชามติกี่รอบ ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แม้จะได้ สสร. มาแก้รัฐธรรมนูญ อาจจะแก้ได้บางส่วน อีก 90% อาจเป็นของเดิม ดังนั้น หากเขาอยากแก้ไขจริง ควรเสนอมาทีละเรื่อง ผมเชื่อว่าหากเสนอแก้ทีละเรื่องได้ คงเสร็จไปแล้ว

“ดังนั้น หากจะเอาทั้งชามทีเดียว ยกซดอาจลวกคอได้ หากจิบทีละคำ ก็กินได้ จึงอยู่ที่หลักคิดว่า ต้องการแค่คำว่ารัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มาแทนที่รัฐธรรมนูญฉบับประยุทธ์เท่านั้น” นายวิทยา กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน