‘รัศม์’ ย้อนถามแกนนำม็อบ ใครกันแน่ทำลายชาติ ถามก่อนหน้านี้ไปอยู่ไหนไม่ค้าน MOU44 ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยันรัฐบาลปัจจุบันดำเนินการไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลในอดีต

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตกรณีที่มีอดีตแกนนำมวลชนออกมาคัดค้าน และเรียกร้องให้ยกเลิก MOU44 ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย และกัมพูชา ว่า หากวันนี้จะประท้วง MOU44 คุณไปอยู่ที่ไหนมาถึงไม่ประท้วงก่อนหน้า

โดยเฉพาะ 10 ปีที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานคณะกรรมการเทคนิคร่วมฯ หรือ ประธานคณะเจรจา JTC

และหากไม่ท้วงก่อนหน้า ย่อมแสดงว่าในอดีตเคยยอมรับ แต่มาทำตอนนี้ ก็ต้องถามว่าหลักการ ความน่าเชื่อถือ หรือเจตนาบริสุทธิ์อยู่ที่ใด หรือหากใครบอกว่าไม่มีพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอยู่จริง มีแต่เพียงเส้นอ้างสิทธิของฝ่ายไทยเท่านั้น

เหตุใดในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะอดีตหัวหน้า คสช.ที่มีอำนาจมหาศาล มีรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ในมือสามารถสั่งได้ทุกอย่าง จึงไม่รีบไปขุดก๊าซขึ้นมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ ซึ่งนั่นก็เพราะว่า มันทำไม่ได้จริงหากไม่มีการเจรจาตกลงกับอีกประเทศก่อนนั่นเอง

นายรัศม์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากการแบ่งผลประโยชน์ในไหล่ทวีปเพื่อนำก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลมาใช้ สามารถสร้างความเจริญกินดีอยู่ดีให้ประชาชนดังเช่นที่ไทยเคยทำกับมาเลเซีย การขัดขวางการเจรจากับกัมพูชาเพื่อนำก๊าซในทะเลมาใช้ได้นั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขัดขวางการสร้างความเจริญ และทำลายโอกาสของประเทศชาติใช่หรือไม่

และในเมื่อในประกาศพระบรมราชโองการ 2516 ระบุไว้ชัดเจนว่า จะต้องเป็นไปตามที่จะได้ตกลงกัน ซึ่งย่อมหมายถึงจะต้องมีการเจรจา ดังนั้น ระหว่างผู้ที่ดำเนินการให้มีการเจรจา กับผู้ขัดขวางการเจรจา ใครกันแน่คือผู้ที่ไม่ทำตามเจตนารมณ์ของพระบรมราชโองการ และใครกันแน่ทำลายชาติ

นายรัศม์ ยังย้ำว่า MOU44 ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วัน แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการเจรจาอย่างต่อเนื่องกับฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2513 หรือกว่า 50 ปี หรือครึ่งศตวรรษมาแล้ว แต่ที่ยืดเยื้อนานมากเพราะปัญหาความไม่สงบ และการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ

ซึ่งนับตั้งแต่การเจรจา จนมีการลงนามทำ MOU ฉบับนี้ในปี 2544 เป็นต้นมา ทุกรัฐบาลก็ถือตามบันทึกความเข้าใจนี้มาโดยตลอด ไม่เคยมีรัฐบาลใดขอเจรจาเพื่อยกเลิกอย่างเป็นทางการ รวมถึงในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็ดำเนินการตามนี้ พร้อมยังแต่งตั้งพล.อ.ประวิตร เป็นประธานคณะกรรมการเทคนิคร่วมฯ หรือ JTC ทำหน้าที่หัวหน้าการเจรจา

ดังนั้น จึงยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ได้แตกต่างไปจากทุกรัฐบาลในอดีตแต่อย่างใด โดยเห็นว่าแนวทางนี้ที่ได้มีการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องและเสริมสร้างผลประโยชน์ของประเทศชาติ

นายรัศม์ ยังย้ำอีกว่า การดำเนินการตาม MOU 44 ถือเป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประกาศพระบรมราชโองการการประกาศเขตไหล่ทวีปของไทยในปี 2516 ทุกประการ เพราะในพระบรมราชโองการมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “…เส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปนั้นจะเป็นไปตามที่จะได้ตกลงกัน…” (ตามภาพประกอบ) ดังนั้น การเจรจาเพื่อนำไปสู่ความตกลงกัน จึงเป็นไปตามที่พระบรมราชโองการระบุไว้

ส่วนผลของการเจรจาตาม MOU 44 นั้น นายรัศม์ ย้ำว่า จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยรัฐสภาก่อน จึงจะมีผลตามกฎหมายได้ โดยที่รัฐบาลหรือบุคคลใดก็ตามไม่สามารถไปเจรจาตกลงเองตามลำพังได้ เพราะท้ายที่สุด ประชาชนไทยต้องเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผ่านตัวแทน และกลไกของรัฐสภาอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามระบอบประชาธิปไตย

และเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกับประเทศอื่นนั้น ไทยเราได้เจรจาเช่นนี้สำเร็จมาแล้วกับมาเลเซีย รวมทั้งเจรจาเรื่องเขตทางทะเลกับเวียดนาม เรื่องเหล่านี้จึงเคยมีการดำเนินการมาแล้วทั้งสิ้น และสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติในการนำพลังงานก๊าซธรรมชาติมาใช้ ดังในยุคโชติช่วงชัชวาลที่ไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน