พรรคภูมิใจไทย(ภท.) เดินหน้าปฏิวัติการศึกษาเริ่มจากการทำเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม ที่บรรจุ 3 แพลตฟอร์มไว้ โดยนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ให้รายละเอียด ดังนี้
✦ แนวทางการทำงานของกรรมการบริหารพรรค รุ่นใหม่ (New Generation) ของพรรคภูมิใจไทย
เราเปรียบเสมือนตัวเชื่อม ที่ปิดช่องว่างระหว่างรุ่น เป็นเสมือนกาวที่มาสมาน เชื่อมต่อการทำงาน วิธีการคิด ทัศนคติระหว่างรุ่น ที่มากไปด้วยประสบการณ์ กับความทันสมัยในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีแนวคิดที่แตกต่าง
ช่วงก่อนหน้านี้ ผมไม่ได้มีประสบการณ์ในพรรคมาก่อน แต่รู้สึกว่าเหมือนเติมเต็มให้พรรคสมบูรณ์แบบมากขึ้น มีการทำงานภายในพรรคดีขึ้น เรามีทั้งไอเดียใหม่ๆ มีทั้งไฟในการทํางาน พร้อมที่จะลุย พร้อมที่จะไปคลุกคลี เป็นมิติในการทํางานแบบใหม่ มีนโยบายใหม่ ดูวิธีการคิด กระบวนการคิดใหม่ๆ
ณ เวลาเดียวกันเรามีบทเรียนของประสบการณ์ของทุกๆ รุ่นที่ผ่านมา คอยสนับสนุน คอยแนะแนว คอยเตือน คอยเฝ้าระวังให้เราอยู่
กรรมการบริหารชุดใหม่ ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ สส.พรรค ภูมิใจไทย ในแบบที่ไม่ต้องมีคนมาต้อนรับ เราลงไปคลุกคลีอยู่กับพี่น้องประชาชน เจอปัญหาจริงๆ ช่วยแก้ไขปัญหาจริงๆ
เราพยายามแก้ปัญหาให้ประชาชนแบบวิธีการบูรณาการ การทำงานร่วมกันระหว่าง คณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติเชื่อมต่อกัน หลายปัญหาได้ถูกแก้ไข เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ดีขึ้น
คณะกรรมการบริหารพรรคได้ปรับการสื่อสารของพรรค ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรที่เปลี่ยนไป ทั้งการกำหนดประเด็นนำเสนอ รูปแบบ และวิธีการนำเสนอ ทำให้เข้าใจง่าย เข้าถึงเนื้อหา ไม่ซับซ้อน
มีการนำเข้าสู่ระบบสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ไปในพื้นที่ให้ประชาชนรับรู้ เช่น เรื่องหารือต่อประธานในที่ประชุมแต่ละสัปดาห์ที่นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มาบอกกล่าวกับประธานสภา เพื่อประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ ให้รีบแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน
พรรคภูมิใจไทยยังได้จัดค่ายอบรม “ยุวชนภูมิใจไทย” โดยให้เรียนรู้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความเข้าใจในการทำงานของพรรคภูมิใจไทย เข้าใจเกี่ยวกับโมเดลการพัฒนาเมืองในจังหวัดบุรีรัมย์ นำจุดเด่นของแต่ละจังหวัดขึ้นมาเป็นจุดขาย จากเมืองผ่าน กลายเป็นเมืองพัก ทำให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น จึงน่าจะเป็นโมเดลที่จะขยายไปจังหวัดต่างๆ ได้ต่อไป
เชื่อว่าวันนี้ พรรคภูมิใจไทยเข้าใจประชาชนทุก Gen เพราะเรามีทุกรุ่นอยู่ในพรรค แล้วทุกคนพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับความเข้าใจ รวมถึงแนวคิดใหม่ๆ ได้ถูกนำมาเสนอต่อประชาชน เช่น เรื่อง “การปฏิวัติการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาประเทศ” ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
✦ อธิบาย นโยบายด้านการศึกษา ที่ได้จัด‘เวิร์กช็อป ปฏิวัติการศึกษา พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม’
เป็นครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทย จัดให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักศึกษา กลุ่มอาจารย์ หรือฝั่งของผู้ปกครอง รวมถึงฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ แม้กระทั่งฝ่ายเอกชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่เราคาดไม่ถึง มีบริษัทชั้นนำระดับต้นๆ ในหลายอุตสาหกรรม เข้ามาร่วมมากกว่า 30 บริษัท
ไม่ใช่เพียงแค่เข้ามารับฟัง แต่ละท่านเตรียมทำการบ้านเอาประสบการณ์ที่เคยทำ อาจจะในประเทศอื่นๆ หรือสิ่งที่ตัวเองทำในองค์กร สิ่งที่ตัวเองคิด แล้วรู้สึกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาปัจจุบัน น้องๆ เอง เตรียมข้อมูลที่มาสะท้อนถึงปัญหาปัจจุบันที่เขาได้ประสบ
หน่วยงานจากฝั่งบริหาร หน่วยงานราชการ ที่มาพร้อมข้อมูลที่มาแชร์เรื่องของอุปสรรค และปัญหาในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เป็นอะไรที่ทำให้เห็นความสามัคคีของคนไทย มากๆ และทำให้เห็นว่า ไม่มีใครเลยสักคนที่มองว่าเรื่องปฏิรูปการศึกษา เป็นเรื่องไกลตัว ทุกคนให้ความสำคัญ ทุกคนรวมพลัง รวมประสบการณ์ และทุ่มเทกับกิจกรรมนี้มาก
✦ เริ่มต้นจากความเจ็บปวดร่วม (Pain point) ปัญหาการศึกษาไทย
เราพบว่าปัญหาการศึกษาไทย มีเรื่องที่เจ็บปวดที่สุด ประกอบไปด้วย 1.ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษา 2.ขาดแคลนครูที่มีคุณภาพและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 3.หลักสูตรเน้นการท่องจํามากกว่าการคิดวิเคราะห์ 4.หลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
5.ค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่สูง สร้าง ‘หนี้สินให้กับผู้ปกครอง’ 6.โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาองค์ความรู้ที่มีไม่ทันสมัย 7.เด็กเรียนจบไม่ตรงกับสายที่ทำงาน 8.โอกาสที่จบการศึกษาก่อนเวลามีจำนวนน้อย
ทุกคนที่มาร่วมเห็นด้วยหมดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว และมองเหมือนกันว่าถ้าเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เรานำเสนอในเวิร์กช็อปฯ เป็นเรื่องที่ดี โดยรวมแล้วทุกๆ คน เห็นด้วย และมี input ที่เป็นประโยชน์ต่อการที่พรรคจะนําไปขับเคลื่อนการปฏิวัติการศึกษา
✦ แนวทางการแก้ปัญหา Painpoint การศึกษาไทยให้หมดไป ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม
ในพ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม มี 3 แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์, ธนาคารหน่วยกิต และ Portfolio ทุกอย่างเชื่อมกัน ในเจตนาคือเราไม่ได้ต้องการเพียงแค่จะยกระดับพัฒนาคุณภาพการเรียน การสอนของประเทศไทยอย่างเดียว อันนั้นเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเป็นสิ่งจําเป็น เป็นสิ่งสำคัญ และทุกคนอยากจะให้เกิด
แต่สิ่งที่เราอยากจะเห็นเกิดขึ้นกับ พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม คืออยากให้กลายเป็นระบบการศึกษาที่มีความเปลี่ยนแปลงมีคุณภาพดี เข้าถึงได้ง่าย ให้ทั่วถึง ให้ฟรีจริงๆ และให้ระบบการศึกษาเป็นระบบที่สนับสนุนนักศึกษาทุกเพศ ทุกวัยทุกจังหวะชีวิต ตามโอกาสที่เขาได้รับตามความเหมาะสม
ไม่ว่าคุณจะเป็นอัจฉริยะ ระบบนี้ควรที่จะต้องสนับสนุน ผลักดัน ให้ก้าวไปข้างหน้าได้ไวกว่าคนอื่น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีความขยัน มีความตั้งใจ แต่มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องดูแลทั้งบ้าน ระบบการศึกษานี้ ควรที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ของเขา ที่อาจจะช้ากว่าคนอื่น แต่ต้องมีคุณภาพไม่แตกต่างกัน
แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่กําลังทำงานอยู่แล้ว คุณอยากที่จะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพื่อให้มีความหลากหลาย และครอบคลุมมากขึ้น หรืออยากที่จะเชี่ยวชาญมากขึ้น ระบบการศึกษานี้ควรต้องสนับสนุนเช่นกัน
หรือแม้แต่คนที่เกษียณไปแล้ว แต่วันหนึ่งรู้สึกว่า เรายังอยากจะทําอะไร แล้วทําอะไรได้มากกว่านี้ อยากจะกลับมาปรับปรุงตัวเอง มาศึกษา มาพัฒนาทักษะตัวเอง ระบบนี้ต้องพร้อมที่จะสนับสนุนเช่นเดียวกัน
น้องๆ นักศึกษา จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแพลตฟอร์มที่สามารถแสดงให้เห็นถึงดีมานด์และซัพพลายอย่างแท้จริง เราอยากเห็นระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ดีมานด์
โดยวิธีการสำหรับเรา คิดว่าต้องมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาชุดทักษะ ไม่ใช่แค่เพียงได้ใบประกาศนียบัตร แต่อยากเห็นระบบการศึกษาที่ประเมินคน บนพื้นฐานทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ของเขา มากกว่าความสามารถในการท่องจํา
หวังว่าถ้าระบบนี้ควบคู่กับระบบการศึกษาปัจจุบัน จะทําให้ผู้จ้างงานทั้งหลาย สามารถประเมิน รวมถึงตัวน้องๆ นักศึกษา คนไทยทุกคนสามารถประเมินศักยภาพของตัวเอง หรือคนที่เราจะจ้างได้อย่างละเอียดรอบคอบ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์มากขึ้น
ในเหตุผลทั้งหมดที่ได้พูดไป เลยนําไปสู่ พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม โดยการใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัวเชื่อม ซึ่งจะมีอยู่ 3 แพลตฟอร์มหลักๆ
‘แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์’ เปรียบเสมือนห้องสมุดหรือเปรียบเสมือนห้องเรียน ที่ทุกคนเข้าถึงได้ตลอดเวลาและถูกปรับปรุงตลอดเวลา ไม่มีค่าใช้จ่าย ตรงนี้จะลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน คุณพร้อมจะเรียนตอนไหน ถ้าคุณเป็นคนขยัน หมดเวลาเรียนแล้วกลับไปบ้านจะนั่งอ่านก็ได้
ตื่นเช้ากว่าเพื่อน คุณจะมานั่งศึกษาเรียนรู้กับอาจารย์ ที่คุณคิดว่าเป็นอาจารย์ที่เก่งที่สุดสำหรับคุณ ทำงานไปด้วย เรียนรู้ไปด้วยก็ได้ คุณอาจจะยังไม่เข้าไปเรียนในโรงเรียน ต้องทำงานช่วยที่บ้าน แต่ศึกษาไปเรื่อยๆ ก็ได้ เพราะแพลตฟอร์มนี้จะ เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ทั้งวิชาพื้นฐาน ติวเตอร์ ทั้งในและต่างประเทศ
ภายในแพลตฟอร์มนี้ จะไม่ได้มีแค่เพียงวิชาปัจจุบันที่เราเห็นในโรงเรียนทั่วไป แต่จะมีวิชาที่แม้คุณจะไม่ได้ใบประกาศนียบัตร แต่ควรจะต้องมีวิชาที่ภาคเอกชนที่เป็นนายจ้าง เปรียบเสมือนเส้นชัยหรือปลายทางของนักศึกษาที่คิดขึ้นมา เท่ากับว่าแม้จะไม่ได้ใบประกาศนียบัตร แต่สิ่งที่จะได้แน่ๆ คือชุดทักษะ ที่ตอบโจทย์สําหรับองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ
ถ้าน้องๆ ผ่านหลักสูตรนี้ไปแล้ว บวกกับสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในห้องเรียน บริษัทเหล่านี้ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะเขาคิดและกำหนดขึ้นมาเอง
ตอนนี้ Pain Point เป็นทางภาคเอกชน ผมเชื่อว่าทุกคนประสบกับปัญหานี้ เราจ้างน้องนักศึกษาเรียนจบด้านต่างๆ เข้ามา แต่พอเข้ามาถึงจริง ต้องมาเรียนและ Remap กันใหม่ เพราะมันไม่ตรงกัน ไม่ตอบโจทย์
การที่มีคอร์สแบบนี้อยู่ในแพลตฟอร์มนี้ จะช่วยลดเวลามากขึ้น ทำให้น้องๆ เข้าใจความสามารถได้มากขึ้น ทำให้ผู้จ้าง เข้าใจศักยภาพ เข้าใจชุดทักษะ และความตั้งใจของน้องๆ มากขึ้น ก็จะพิจารณากันได้ดีขึ้น
ส่วน ‘แพลตฟอร์มเครดิตแบงก์’ หรือ ธนาคารหน่วยกิต เปรียบเสมือน การนําประสบการณ์ทุกอย่างที่เราผ่านมาในชีวิต แล้วใส่หน่วยกิต ให้วัดค่าได้ ปลายทางเราอยากจะเห็น แพลตฟอร์มเครดิตแบงก์ ที่ไม่ได้เพียงสามารถที่จะประมวลผล แล้วก็เทียบโอนแค่ที่เกี่ยวกับวิชาการอย่างเดียว แต่อยากให้เป็นสิ่งที่สามารถเก็บ แม้กระทั่งประสบการณ์ ทักษะฝีมือ
สมมติคุณทํางานในด้านใดด้านหนึ่ง มาจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ แล้วคุณจะเรียนมา หรือไม่เรียนมา ประสบการณ์ตรงนั้นต้องถูกไปเป็นเครดิตสะสม เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มเครดิตแบงก์ของคุณได้ พื้นที่จัดเก็บตรงนี้ จะเป็นตัวเชื่อม ที่ทําให้หลักสูตรต่างๆ ที่เราจะทําให้เข้าถึงได้ฟรี ตลอดเวลาศึกษา ได้ทุกเพศ ทุกวัย จะสามารถถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และถูกเก็บสะสมไปได้ตลอดชีวิต
แพลตฟอร์มที่ 3 ‘Portfolio’ เปรียบเสมือนเป็นที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล พอเราทำแบบนี้กับทุกคน ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษา เราไปฝึกอบรม เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ จะถูกเก็บบันทึกเอาไว้ และให้ AI ช่วยแนะนำสิ่งที่ชอบเพื่อไปประกอบอาชีพ เป็นเสมือนครูแนะแนวของแต่ละคนได้ และเป็น Mass Data Base ที่จะรวมส่วนที่ 1 กับส่วนที่ 2
แล้ววิเคราะห์ แนะนําแนวทางให้ผู้จ้างงาน ทราบว่าสถานการณ์ทั้งประเทศไทย มีคนที่มีศักยภาพ มีความสามารถแบบไหน มีประชากร ที่มีทักษะเด่นด้านใด ขาดด้านใดและกําลังจะมีความแข็งแกร่ง หรือความอ่อนแอในด้านใดในอนาคตอันใกล้ และไกล
ทําให้เราสามารถพิจารณาได้ว่าอยากจะไปเรียนในอันที่เราคิดว่าเหมาะสำหรับเราที่สุด หรืออยากไปเติมเต็มในส่วนที่คิดว่าประเทศไทยจําเป็นต้องมี อันนี้ฝ่ายผู้จ้างจะรู้ทันทีว่า มีน้องๆชุดทักษะแบบไหน ที่กําลังจะทำขึ้นมา ประเทศจะขับเคลื่อนไปในอนาคตได้อย่างแม่นยํามากขึ้น
✦ การปฏิวัติการศึกษา พอจะเห็นภาพว่าจะเริ่มทำจากเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม ที่บรรจุ 3 แพลตฟอร์มไว้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
หลังจากที่เรารวบรวมจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนภาคราชการ นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารมาแล้ว เราเอาทุกอย่างมาประกอบ และเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้ยื่นร่างกฎหมายต่อประธานสภาแล้ว ซึ่งมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาคนที่สอง เป็นตัวแทนรับ
หวังว่าประธานสภา จะรีบนำบรรจุเข้าวาระเพื่อพิจารณาต่อไป