เอกนัฏ แจงปม ‘ทักษิณ’ เหน็บพรรคร่วม ยืนยันอยู่ในห้องประชุมครม. โหวตหนุนพ.ร.ก. 2 ฉบับเอง ลั่นอยู่การเมืองมานาน ไม่หวั่นไหว ชี้ควรเอาเวลาทำงานเพื่อประเทศ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 16 ธ.ค.2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุในงานสัมมนาพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าไม่ชอบอีแอบ จากกรณีที่มีรัฐมนตรีบางคนไม่ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีหมายถึงพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ โดยนายเอกนัฏ ยิ้มก่อนตอบว่า ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่านายทักษิณ พูดแบบนั้นจะส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลหวาดระแวงหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า หากถามตนในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ตนอยู่ในการเมืองมานาน ไม่เคยหวั่นไหวอะไรอยู่แล้วเพราะขณะนี้มีโจทย์มีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ บางเรื่องที่เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ปล่อยไป ที่สำคัญคือ งานที่ต้องทำให้กับประเทศและงานก็ยากอยู่แล้ว ต้องทำแข่งกับเวลา ทางที่ดีก็ต้องจับมือกันทำงานให้ดีที่สุด

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม.วันดังกล่าว ตนอยู่ในที่ประชุม และเป็นผู้ที่ยกมือสนับสนุนพระราชกำหนด 2 ฉบับ เพราะมองว่าเป็นเรื่องสำคัญของประเทศและเกี่ยวเนื่องกับกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งจะรอช้าไม่ได้ และตนได้พูดในที่ประชุมว่าสนับสนุน และเป็นข้อสังเกตส่วนตัวด้วย

ในฐานะรมว.อุตสาหกรรม ขอว่าการใช้เงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ใช้สิทธิประโยชน์ ซึ่งจะเป็นอาวุธอีก 1 ตัว ในการนำเงินก้อนนี้ไปดึงนักลงทุนใหม่ๆมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อดึงมาแล้วประเทศไทยต้องได้ประโยชน์ ฉะนั้น ตนไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร และก็อยากทำงานเต็มที่อยู่

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ส่วนจุดยืนร่างแก้กฎหมายพ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนชัดเจนมาตลอด ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ร่วมรัฐบาลว่าต้องไม่สังฆกรรมกับผู้ที่จะออกกฎหมายเรื่องมาตรา 112 ฉะนั้น เรื่องการนิรโทษกรรมต้องไม่ไปเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และการทุจริตรวมถึงอาญาร้ายแรงซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคแสดงไว้ก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาลเท่า

ทุกพรรคร่วมรัฐบาลที่รวมตัวกันเป็นรัฐบาลทุกวันนี้ ก็ให้เกียรติกับ จุดยืน ที่ประกาศไว้ และเป็นคำมั่นสัญญาตั้งแต่ต้น ตราบใดที่เป็นแบบนี้ ก็ยืนยันเดินหน้าทำงาน ขอให้แยกกันออกก่อน ขอเอาเวลามาร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศจะดีกว่า

“พรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานขับเคลื่อนไปด้วยกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน อย่างผมเอง เป็นรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจก็มองว่าประเทศไทยบอบช้ำจากสถานการณ์เศรษฐกิจและยังไม่ฟื้น จึงต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ตัวเองจะให้คุยกับใครทำประโยชน์อะไรเพื่อส่วนรวม ผมก็ทำหมด” นายเอกนัฏ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน