ศาลแพ่ง พิพากษา ยกฟ้อง ‘โรม’ คดีหมิ่นประมาท อดีตสว.อุปกิต ปมกล่าวหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ชี้ทำด้วยสุจริต ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2567 ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ที่ พ.5365/2566 ระหว่างนายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โจทก์ และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท
โดยโจทก์ฟ้องโดยสรุปว่าจำเลยโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กผ่านบัญชีผู้ใช้งานของจำเลย กล่าวหาว่า โจทก์เป็นผู้สมคบค้า ยาเสพติดและขณะนี้พ้นสมัยประชุมวุฒิสภาแล้ว ไม่ทราบว่าโจทก์เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนแล้วหรือยัง
การกระทำของจำเลย เป็นการจงใจกล่าวหาโจทก์ ในลักษณะใส่ความด้วยข้อความเท็จซึ่งผิดต่อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ระบาดในสังคม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากบุคคลที่ได้ฟังคำกล่าวหาของจำเลยและเชื่อในสิ่งที่จำเลยพูดและเขียนว่าเป็นความจริง จำเลยจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย
ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำไปในฐานะสส. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและหน่วยงานราชการโดยมีเจตนาสุจริตและเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ได้กระทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว คดีเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษา โดยศาลมีคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า เห็นว่าในประเด็นแรก ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคำฟ้องโจทก์มีรายละเอียดครบถ้วน โดยระบุข้อกล่าวหาว่าจำเลยเผยแพร่ข้อความและกระทำการใดที่ส่งผลต่อโจทก์อย่างไรพร้อมแนบหลักฐานชัดเจน เช่น บันทึกถ้อยคำและโพสต์ในสื่อออนไลน์ คำฟ้องจึงไม่ครอบคลุม
ในประเด็นที่ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และโพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์และให้สัมภาษณ์สื่อ โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าพนักงานตำรวจและเอกสารที่ชี้ว่า โจทก์มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และโจทก์ถูกแจ้งข้อหาในคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินคดี และจำเลยจะยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แล้ว ถือว่าจำเลย เชื่อโดยมีมูลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริง เนื่องจากมีการดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ตามที่จำเลยได้พูดจริง และโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ขณะนั้นดำรงตำแหน่งสว. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ
การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ จำเลยกระทำในฐานะสส. ที่มีสิทธิตรวจสอบการทำงานของสว. และวิพากษ์วิจารณ์เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนาชั่วร้ายประกอบกับข้อความที่จำเลยกล่าวและเผยแพร่มีมูลความจริงและสอดคล้องกับหลักฐานในคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายโจทก์โดยไม่มีมูล
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำหน้าที่สส. ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของสส.พึงกระทำ และจำเลยกระทำไปด้วยความสุจริต มิใช่กระทำในเรื่องส่วนตัว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
ศาลพิพากษายกฟ้อง