ปี 2568 รัฐบาลคาดหวังผลงานที่ทำมาจะเริ่มออกดอกออกผลที่เป็นรูปธรรม ชาวบ้านจับต้องได้

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้แล้วว่าในปี 2568 เป็นปีแห่งโอกาสของพี่น้องประชาชน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลเข้ามาทำงานใน 1 ปีนี้ได้เรียนรู้กรอบ รายละเอียด และปัญหา ข้อติดขัดต่างๆ พอสมควร ฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำเป็นการแก้ข้อจำกัดและสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น

สิ่งที่เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ทำไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2567 คือ เรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งทำไปแล้วสองสาย คาดหวังว่าจะขยายไปในสายอื่นๆ อีก

เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรกรัฐบาลได้จ่ายเงินสดให้กลุ่มผู้เปราะบางไปแล้ว ส่วนเฟสสองให้ผู้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐอายุ 60 ปีขึ้นไปแต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเฟสแรก คาดว่าจะเริ่มโอนเงินให้ทันก่อนตรุษจีน หรือภายในวันที่ 29 ม.ค.2568

จากนั้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสอง หมายถึงเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เป้าหมายคือ การเพิ่มกำลังซื้อ ถ้ากำลังซื้อมีความเข้มแข็งเชื่อว่ากระบวนการทางเศรษฐศาสตร์ การจับจ่ายใช้สอยที่มีกำลังซื้อมากขึ้นจะทำให้เกิดวงรอบการหมุนทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้อีกหลายรอบ

ส่วนหนี้ครัวเรือนทางรัฐบาลมีกระบวนการอย่างที่เคยแถลงไปแล้วว่าจะลดดอกเบี้ยแล้วพยายามนำหนี้ดีที่ประสบปัญหาให้มีการพักชำระหนี้อย่างน้อย 3 ปี ซึ่งรัฐบาลจะช่วยดูแล

เงินกองทุนฟื้นฟูที่จะช่วย SME จะเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างที่นายกฯ เคยบอกว่า “ถ้าคุณสู้ เราจะช่วย” นั่นหมายความว่าเราเรียกร้องให้ร่วมกันแก้ปัญหา เราไม่อยากเห็นการแก้ปัญหาแบบแจกหรือแบบมอบ ถือว่าเป็นภาระหน้าที่คุณ เช่น เงิน 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต เป็นหน้าที่คุณที่จะช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งประเทศ เป็นภาระที่เกี่ยวข้องกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรถยนต์และบ้านที่อยู่อาศัย จะมีมาตรการที่จะช่วยในการทำข้อตกลงต่างๆ กับธนาคารไว้ ทำให้ประชาชนสามารถบรรเทาความทุกข์ได้ทุกอย่างนี้จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจดีขึ้น

ผมเชื่อว่าในปี 2568 เศรษฐกิจจะดีขึ้น หลังจากที่ทุกอย่างเราทำตามความคาดหวังไว้แล้ว เพราะถ้าอยู่แล้วเราไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจคงจะนิ่งการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ดี หรือเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ดีนัก เราไม่ได้ขัดอะไร แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในที่เราทำ

ถ้าเราทำอะไรได้ดี แล้วมันดี แม้อาจจะไม่ดีมากเหมือนกับช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจดีอยู่ แต่มันก็ดีขึ้นได้ ฉะนั้นอยู่ที่ 2 ปัจจัย อย่าไปมองเฉพาะปัจจัยภายนอกอย่างเดียว จะดูห่อเหี่ยวไป แต่ยังเชื่อว่าเรามีความหวังมีโอกาส

หากเราเติมกระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ลงไป จะทำให้ปี 2568 เป็นปีที่ผลิดอกออกผล ซึ่งคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะโตอีก 3%++

สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวเชื่อว่าที่ทำเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ และมีแคมเปญที่เป็นสีสันต่างๆ ในวัฒนธรรมไทยจะเป็นการช่วยฉุดดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งขณะนี้พอเห็นแล้วว่ามีนักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น

ขณะที่เราพยายามจำกัดให้มีทัวร์ที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นการบริหารการท่องเที่ยวผ่านมาทางรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่อีเวนต์อย่างเดียว ต้องอยู่ที่ศักยภาพของคนไทยด้วย

ตัวเลขการท่องเที่ยวในขณะนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ หากการท่องเที่ยวดีจะมีผลต่อเศรษฐกิจที่ดีอีกเช่นกัน ฉะนั้นหลายๆ มาตรการมาช่วยสนับสนุนจะสามารถทำให้วงจรทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้แล้วมีผลต่อกันและกันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังยืนอยู่ในนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ส่วนหนึ่งนำไปใช้แก้ปัญหาเรื่องรายจ่าย อีกส่วนหนึ่งนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้

เรื่องที่คู่กับเศรษฐกิจและมีความสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องยาเสพติด เป็นปัญหาทุกที่ และปัญหาสำคัญของเจ้าหน้าที่คือเรื่องการบูรณาการให้ทุกหน่วยงานสามารถมองเห็นเป้าหมายและเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ผมได้รับมอบจากนายกฯ ให้ดูแลเรื่องยาเสพติด ซึ่งขณะนี้ได้เรียกทุกหน่วยงานที่กำกับดูแลมาหารือ อาทิ กระทรวงกลาโหม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

โดยให้ผู้บังคับหน่วยของแต่ละหน่วยงานมานั่งคุยกัน ฝ่ายทหารทำหน้าที่ในการซีลชายแดน เพิ่มความเข้มข้นการตรวจสกัดจับยาเสพติดตามช่องทางธรรมชาติ เป็นการสกัดกั้นยาเสพติดในชั้นแรก

ขณะนี้ยาเสพติดเข้ามาในสามส่วน คือ ทางเหนือ บริเวณตรงข้ามแม่น้ำโขง ทางอีสาน ชายแดนตลอดแนวไปจนถึงกัมพูชาและทางตะวันตก ซึ่งเป็นด่านใหม่ เพราะหนีการจับกุม ทั้งสองฝั่งจึงมาเข้าทางฝั่งตะวันตก

ผมกำลังคิดที่จะสกัดกั้นยาเสพติดด้วยการซีลชายแดนสองชั้น โดยเชิญผู้กำกับการสถานีทั้ง 53 สถานีตำรวจ นายอำเภอทั้ง 53 อำเภอ ผู้บังคับการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดที่ติดชายแดนมาประชุมและมอบนโยบาย พร้อมทั้งคิกออฟเริ่มทำงานทันทีที่ทำเนียบรัฐบาลไม่เกินสิ้นเดือนม.ค.นี้ และจะประเมินทุก 6 เดือน

หากพื้นที่ใดมีผลงานการจับกุมที่เข้มแข็งและมีผลงานที่เด่นชัดจะมีการพิจารณาความดีความชอบต่างๆ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของผู้กำกับการสถานีตำรวจและนายอำเภอ ที่จะมีการวางแผน ทำงานให้มีความเข้มข้นเพราะเป็นผู้ที่รู้ดีในพื้นที่มากที่สุด

ถ้าทำอย่างเข้มแข็ง เข้มข้น เชื่อว่าสามารถลดปัญหายาเสพติดได้ ให้ดูจากท่าวังผาโมเดล จ.น่าน และ สุวัจน์บุรีโมเดล ซึ่งทั้งสองโมเดลนี้มีการบูรณาการกันอย่างเข้มแข็ง ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติดได้จำนวนมาก

อีกเรื่องที่ผมดูแลรับภาระคือ การปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพราะงานที่ผมรับผิดชอบอยู่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด

ส่วนเรื่องม็อบลงถนน มองว่าไม่น่ากังวลใจอะไร เพราะสิ่งที่รัฐบาลนี้ถือเป็นสาระและหัวใจคือ การพยายามชี้แจงทุกเรื่องให้เข้าใจ เพียงแต่บางเรื่องถ้าจะคุยกันโดยไม่เปิดเผยก็พอที่จะพูดคุยกันได้ เพราะหลายเรื่องเป็นกระบวนการในการแก้ปัญหา

แต่เรื่องเกี่ยวกับเขตแดนก็ดี หรือชายแดนก็ดี เป็น กระบวนการทางการทูต เป็นการเจรจาทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาด้วยการสัมภาษณ์ออกสู่สาธารณะ เวลานี้รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาทั้งทางราชการควบคู่ไปกับการใช้การพูดคุยต่างๆ อยู่ตลอด

ส่วนผู้มีความเห็นต่างถือว่าเป็นสิทธิ์ ถ้าเรายอมรับในระบบประชาธิปไตย ต้องทำใจยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ หน้าที่ของเราคือชี้แจงข้อเท็จจริง เชื่อว่าถ้ามีคำชี้แจงที่ชัดเจนประชาชนจะเข้าใจ

หากมีการเดินขบวนต้องอยู่ในขอบเขตที่เป็นความเห็นต่าง และความเห็นต่างต้องเคารพคนอื่นตามสิทธิของกฎหมาย หากเดินตามนี้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าออกนอกกรอบต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

สำหรับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญถือเป็นจุดอ่อนที่สุดของรัฐบาล ทำให้พรรคเพื่อไทยถูกมองว่ายื้อเวลา ไม่ทำจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุดทุกคนรู้ เราถึงตั้งเป้าว่าจะพยายามทำให้เสร็จในสมัยนี้ แต่สำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานที่เป็นไปได้

ผมเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพูดคุยเสร็จแล้วไปทำประชาคมในทุกภาคส่วนได้ออกมาระดับหนึ่ง นั่นคือความคาดหวังของคนในสังคมที่จะทำได้ แต่ความเป็นจริงในการปฏิบัติต้องยอมรับว่าข้อเท็จจริงที่แต่ละฝ่ายยึดมั่น ไม่ง่ายที่เราจะทำความเข้าใจแล้วผ่านไปได้ง่ายๆ ต้องทำแล้วทำอีก

วันนั้นตั้งเป้าว่าจะแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จแล้วจะใช้รัฐธรรมนูญใหม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ปี 2570 แต่มาดูตรงนี้แล้วคงจะยาก เพราะแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยคุยว่าจะเอาเหมือนกัน พอถึงเวลากลายเป็นอีกแบบ จะไปว่าเขาก็พูดยากเพราะเขาอาจจะเพิ่งได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วอาจรู้สึกก็ได้ แต่สิ่งนี้จะพิสูจน์กันด้วยการให้ประชาชนดูว่าเป็นอย่างไร

ส่วนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ที่มีการเลือกตั้งไปแล้ว 29 จังหวัด เพราะนายก อบจ.ลาออกก่อนครบวาระ พรรคเพื่อไทยชนะมาหลายจังหวัด พรรคฝ่ายค้านพ่ายแพ้มาตลอด ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลดูเหมือนว่าจะเห็นต่าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อถึงเวลาต้องลงไปสู้อยู่แล้ว

การเลือกตั้งนายก อบจ.อีก 47 จังหวัดในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ.นี้ ยังเชื่อว่าส่วนใหญ่ที่เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นของพรรคเพื่อไทยอยู่

ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าในปี 2568 พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เติบโตมาจากนโยบายการแก้ปัญหาและการทำงานที่เสนอจริงทำได้จริง อย่างที่เคยพูดไว้ว่า “เมื่อคุณพูดเราจะฟัง ประชาชนเขาฟังเมื่อคุณพูด แต่ถ้าเขาจะเชื่อ ก็ต่อเมื่อคุณทำให้เขาเห็น”

ที่ผ่านมาเราพิสูจน์กันตรงนี้ว่าเราพูดแล้วเราทำสิ่งไหนที่ทำไม่ได้เราจะต้องพยายามหาเหตุผลมาให้ได้ว่าทำไมจึงทำไม่ได้ จะได้รู้ว่าหนทางการแก้ไขจะอย่างไรต่อไป เชื่อว่าภายใต้การทำนโยบายต่างๆ เราลำบากตอนเริ่มต้นเป็นการปูพื้นฐาน หลังจากเสร็จแล้วทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

เชื่อว่าปี 2568 เป็นปีแห่งโอกาสของพี่น้องประชาชนทุกคน นายกฯ ประกาศไปแล้วจะพยายามทำโครงการเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อในการขับเคลื่อนของฐานราก

“ผมเชื่อว่าคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนส่วนใหญ่ที่เรียนรู้ประสบการณ์จากสิ่งที่เกิดขึ้นรู้วิธีที่จะแก้ไขปัญหา ฉะนั้น หลายเรื่องเราไม่จำเป็นต้องบอกชัดเจนทั้งหมดก็สามารถแก้ได้”

/////////////

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน