เศรษฐา ร่วมงานประวัติศาสตร์ สมรสเท่าเทียม ตั้งเป้าไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของชาว LGBTQIAN+ จากทั่วโลก ที่จะหลั่งไหลเข้ามาสร้างเศรษฐกิจสีรุ้งให้กับประเทศไทย
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.68 ที่ศูนย์การค้าพารากอน นฤมิตไพรด์ พร้อมคณะทำงานสมรสเท่าเทียมภาคประชาชน ,มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ, ภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ร่วมกับกรุงเทพมหานคร, สำนักนายกรัฐมนตรี, กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
พร้อมพันธมิตรภาคประชาสังคมและภาคเอกชน อาทิ บริษัท สยาม พิวรรธน์ จำกัด และบริษัท Match Group (MTCH) ร่วมกันจัดงาน “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) จดทะเบียนสมรสคู่รัก LGBTQIAN+ วันแรก
งานในวันนี้เริ่มต้นด้วยขบวนแห่ ขันหมากกลองยาว สมรสเท่าเทียม นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และตัวแทนคณะรัฐมนตรี อิงฟ้า วราหะ,ชาล็อต ออสติน คู่จิ้นสุดฮอต ร่วมขบวนนำบรรดาคู่รัก LGBTQIAN+ ตั้งแต่ลานกิจกรรมพาร์คพารากอนขึ้นมาสู่ชั้น 5 ของศูนย์การค้า
จากนั้นมีการกล่าวเปิดงานโดย วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) และผู้จัดงาน “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) กล่าวว่า “งานMarriage Equality Day สะท้อนการมีสิทธิในการสมรสที่เท่าเทียม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความรักระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิทางกฎหมาย และการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างเป็นธรรม สัญลักษณ์ของการต่อสู้อย่างความเท่าเทียมไม่ได้เป็นเพียงสิทธิของบางคน แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน งานวันนี้ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่คือเสียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เราชุมชน LGBTQIAN+ ทุกคนสมควรได้รับ เรายังเชื่อมั่นในความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
ก่อนที่จะนำบรรดาคู่รักภายในงานตะโกน “สมรสเท่าเทียม” ด้วยกัน 5 ครั้ง แล้วส่งเสียงเฮ ปรบมือแสดงความยินดีที่ได้บังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ต่อมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แสดงความยินดีต่อชาว LGBTQIAN+ ที่ได้บังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นครั้งแรกในวันนี้
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “วันสมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Day” ว่า วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ไทยจารึกไว้ จากการเดินทางมา 20 ปี เพื่อให้ทุกคนสามารถแสดงออกถึงความรัก โดยไม่จำกัดเพศสภาพ สามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
เมื่อสักครู่เอกอัครราชทูตท่านหนึ่งบอกกับตนเองว่า ไม่ต้องเตรียมสคริปต์ เพราะมาจากใจ มีหลายเรื่องที่อยากจะพูด แต่การมีสคริปต์ก็เพื่อเตือนความจำ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนเองและพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนและพรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญมาตลอด ขอเน้นเรื่องเท่าเทียม ไม่ใช่เหนือกว่าคนอื่น การใช้เวลานานขนาดนี้ อาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจ และอาจมีการเรียกร้องสิทธิ์ให้เหนือกว่าความเท่าเทียมเป็นสิ่งพื้นฐานของทุกคน ทุกคนควรมีความเท่าเทียมเรื่องเพศสภาพ
นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนเข้าการเมือง ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย เรื่องนี้เป็นเหตุผลหลักไม่แพ้เรื่องเศรษฐกิจ ที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด ตนไม่อยากใช้คำว่าชุบมือเปิบกับความสำเร็จที่พวกเราได้เดินทางมาไกล เพราะมีหลายพรรคการเมืองหลายรัฐบาลที่พยายามผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
“ความรักที่มีต่อกันไม่ต้องแอบอีกแล้ว สามารถเชิดหน้าชูตา เป็นอย่างที่เราอยากเป็น อยู่อย่างที่เรา อยากอยู่ แสดงออกอย่างที่เราอยากแสดงออกได้อย่างเต็มตัว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศหนึ่ง ท่านประกาศชัดเจนว่ามี 2 เพศเท่านั้นในประเทศท่าน คงไม่ใช่ความเหมาะสมที่ตนจะมากล่าวขัดแย้งกับประเด็นนี้ ขอใช้คำว่าเรามีประชากร 68 ล้านคน ถึงแม้ขนาดเศรษฐกิจไม่ได้ใหญ่เท่าเขา ภายใต้การนำของนายกฯแพรทองธาร ชินวัตร เชื่อว่าเราหัวใจใหญ่กว่า เรายอมรับกับคนที่อยากจะเป็น เราให้เกียรติ ให้เวที ให้พื้นที่พวกเขา อย่างที่พวกเขาสมควรที่ได้รับ แม้จะเป็นการรอคอยนานกว่า20ปี”
นายเศรษฐา กล่าวว่า เมื่อครู่นี้ตนเองได้เจอคู่สมรสอายุ 63 ปี กับ 78 ปี อยากจะขอได้แสดงความยินดี และขอโทษในเวลาเดียวกันว่า “Better late than never สายกว่ายังดีกว่าไม่มา” ประเทศไทยมีสมรสเท่าเทียมเป็นที่แรกๆ ของเอเชีย เราอาจเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชื่อว่าชาว LGBTQIAN+ จากทั่วโลกจะหลั่งไหลเข้ามาสร้างเศรษฐกิจสีรุ้งให้กับประเทศไทย


