เอกนัฎ แจงไม่ได้เลือกปฏิบัติ ปมปิดโรงงานน้ำตาลอุดร ทำชาวไร่อ้อยเดือดร้อน ยันเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 แฉเป็น รมต.ที่มีค่าหัว 200-300ล้าน จ้องย้าย ลั่นไม่กลัวทำหน้าที่รักษาเพื่อส่วนรวม
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุมพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ถามรมว.อุตสาหกรรม เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย ที่ถูกอุตสาหกรรมจังหวัดสั่งปิดโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี เนื่องจากโรงงานฝ่าฝืนรับซื้ออ้อยที่ถูกเผา ทำให้ชาวไร่อ้อยเดือดร้อนอย่างมาก
การปิดโรงงานน้ำตาลไทยอุดรฯ ทั้งที่ยังมีอ้อยเหลืออยู่ แต่การแก้ปัญหาในจังหวัดก็มี ไม่ทราบว่ารมว.อุตสาหรรมทราบหรือไม่ว่า อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรฯ เป็นผู้ออกคำสั่งปิดอย่างกะทันหันโดยพลการ มีการกล่าวกันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมเลือกปฏิบัติ เพราะข้าราชการเป็นผู้ลงนามปิดโรงงาน จึงอยากทราบว่า รมว.อุตสาหกรรม สั่งด้วยวาจาหรือสั่งปลัดกระทรวง แล้วปลัดสั่งอีกที ทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยออกคำสั่งตามอำเภอใจ ลุแก่อำนาจ เป็นการเลือกปฏิบัติหน้าที่ไม่
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า การปิดโรงงานไทยอุดรธานี เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะช่วยกันลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาหลักระดับประเทศ ซึ่งการลดฝุ่น PM 2.5 ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างพรรคการเมืองหรือรัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
ในส่วนของอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดเดียวที่อยู่ในกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย และวันนี้ตัวเลขการเผาอ้อยต่ำที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เราตั้งเกณฑ์ 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวาน (22 ม.ค.) เหลือเพียงกว่า 11 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเกิดจากการที่เราช่วยกัน จากที่ผ่านมา 5-6 ปีที่แล้วเผาอ้อยกัน 50-60 เปอร์เซ็นต์ และปีที่แล้วเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์
พวกเราทั้งโรงงานน้ำตาลและเกษตรกรจะได้พูดอย่างภูมิใจว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เกิดมาจากการเผาอ้อย อย่างไรก็ตาม บางทีการตัดสินใจไม่ง่าย แต่เราต้องช่วยกันและการที่จะแก้ปัญหาบางทีก็มีต้นทุนที่ต้องจ่าย
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า เรื่องลดการเผาอ้อยไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ เราได้สื่อสารและประกาศทุกปีขอความร่วมมือลดการเผาไม่ให้เกินวันละ 25 เปอร์เซ็นต์และขอให้โรงงานไม่รับอ้อยเผาเกินวันละ 25 เปอร์เซ็นต์ และการเผาทุกวันนี้เป็นการลักลอบเผา ซึ่งผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่ตนก็เข้าใจว่าการเผาไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ
การแก้ปัญหา ยืนยันว่าไม่ได้เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว แต่เรากำลังออกแบบระบบใหม่ที่ใช้มูลค่าทางการเกษตรเป็นแรงจูงใจ ส่งเสริมให้เกษตกรไปตัดใบอ้อยส่งโรงงานเพื่อผลิตไฟฟ้าขาย ถ้าระบบนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ ตนมั่นใจว่าจากนี้ไปจะไม่มีใครเผาใบอ้อย ถ้าใครมาลักลอบเผาหรือเกิดเหตุขึ้นก็ต้องช่วยกันไม่ให้เผา เพราะใบอ้อยมีมูลค่า นำไปผลิตไฟฟ้าต่อไป โดยไม่ต้องเสียเงินชดเชยเกือบหมื่นล้านบาทไปชดเชยอ้อยสดตันละ 120 บาท ซึ่งการช่วยเหลือทั้งอ้อยสดและตัวใบ ตนได้เสนอ ครม.ไปตั้งแต่พ.ย.67 แต่ครม.ยังไม่มีมติ
“ผมยืนยันว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติแน่นอน และตั้งแต่ผมทำหน้าที่ รมว.อุตสาหกรรม ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ในห้องแอร์ แต่ได้ลงพื้นที่ตรวจจับและจัดระบบใหม่ในภาคอุตสาหกรรม ปัญหากากอุตสาหกรรม สินค้าด้อยคุณภาพนำเข้าประเทศ ผมสั่งปิดและจับดำเนินคดีเด็ดขาด ทั้งนี้ มีวางค่าตัวไว้ว่า มีเงิน 200-300 ล้านบาท เพื่อย้ายรัฐมนตรี ผมไม่กลัว เพราะผมมีหน้าที่ที่ต้องรักษาประโยชน์ของส่วนรวม” นายเอกนัฎ กล่าว
รมว.อุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า ในส่วนของโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ตั้งแต่เราออกคำสั่งไป และมีการพูดคุย ตนต้องพูดตรงไปตรงมาว่าโรงงานให้ความร่วมมือดี ปัจจุบันรับอ้อยสด 100 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แต่ก่อนวันที่อุตสาหกรรมจังหวัดเข้าไปตรวจโรงงาน ก็ต้องพูดตรงไปตรงมาว่าโรงงานไทยอุดรฯ รับอ้อยเผาปริมาณสูงสุดของประเทศประมาณ 4 แสนตัน 40 กว่าเปอร์เซ็นต์
ส่วนโรงงานอื่นๆ ก็รับอ้อยเผาเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ จากที่เราสื่อสารไปก็มีการกดตัวเลขต่อวันลดลงหมด และการที่อุตสาหกรรมจังหวัดสั่งปิดโรงงานเพื่อลดการปล่อย PM 2.5 เจตนาไม่ให้กระทบกับชีวิตหรือรายได้ของเกษตรกร
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการในปีนี้ชัดเจนตั้งแต่ต.ค.67 ได้แจ้งในการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ขอความร่วมมือโรงงานและเกษตรกรงดการเผาไม่เกินวันละ 25% และไม่ให้โรงงานรับซื้ออ้อยเผาเกิน 25%
ทั้งนี้ มีมติ ครม.ที่ส่งมาถึงตน ขอให้กระทรวงเพิ่มมาตรการงดรับอ้อยเผาโดยสิ้นเชิง ซึ่งปัญหาการไม่รับซื้ออ้อยเผาที่ จ.อุดรธานี ตนได้ช่วยแก้ปัญหาและทราบว่ามีการเคลียร์อ้อยที่ค้างการรับซื้อทั้งหมดแล้ว ส่วนที่พบว่ามีอ้อยเน่านั้นจะมีมาตรการเยียวยาต่อไป