นายกฯ ชี้ปิดฉากเวที WEF ประสบผลสำเร็จ ได้คอนเน็กชั่น ชูศักยภาพไทย-การเมืองมีเสถียรภาพ ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน ตั้งเป้าปี 68 ทำFTA ครบทั้งกลุ่มประเทศอียู เทคะแนนรมต.ร่วมคณะ ให้เต็ม 10
เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2568 ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปผลการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2025 (WEF AM25) ระหว่างวันที่ 20-25 ม.ค.ว่า ได้เข้าประชุมแบบไม่หยุด และพูดคุยกับผู้บริหาร DP World, โคคา-คา, แอสตราเซเนกา, กูเกิล, ไบเออร์, AWS
สิ่งที่เห็นความคืบหน้ามากที่สุด คือการพูดคุยกับ DP World เกี่ยวกับแลนด์บริดจ์ ที่อยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยต่อยอดจากที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ได้มาพูดคุย และได้คุยกับผู้นำหลายประเทศที่ยังไม่เคยเจอ เช่น ผู้นำภูฏาน มอนเตเนโก สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ อาร์เมเนีย บังกลาเทศ และได้เจอนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย ได้อัพเดตสถานการณ์ประเทศซึ่งกันและกัน
การประชุมครั้งนี้พารัฐมนตรีมาหลายคน ทั้งรมว.คลัง รมว.พาณิชย์ รมว.ต่างประเทศ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) โดยทุกคนกระจายกันทำงาน ได้เจอวันละมื้อหรือสองมื้อ ทุกคนทำงานหนักมาก ช่วยกันเต็มที่ เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้คนทั่วโลก ต้องให้คะแนน 10 เต็ม 10 กับทุกคน
ทั้งนี้ การจัดอีเวนท์เช่นนี้ไม่ได้จัดง่าย รัฐอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องเป็นรัฐกับเอกชนมาร่วมกัน และนำภาคธุรกิจ ภาคประชาชน มาพูดคุยด้วยเพื่อเป็นโอกาสในการสร้างเวทีสาธารณะ และให้พันธมิตรได้มาเจอกันในงานนี้ และในการประชุม นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ซูมเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า การมาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ มีคอนเน็กชั่นเพิ่มเติมกับภาคธุรกิจ และภาครัฐของหลายประเทศ และเราตอกย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพ ธุรกิจทร่จะเข้ามาในอนาคต ทั้งAIและเทคโนโลยีต่างๆ เช่น กูเกิ้ล ได้พูดคุยเจรจาขอให้จัดเทรนนิ่งคนของเขามาสอนคนของเรา สนับสนุนการเพิ่มทักษะให้รู้ ดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้น และขอให้ทำงานกับมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างวิชาการ เพิ่มโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา มีความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้น รัฐบาลสนับสนุนเรื่องการศึกษา ให้ไปศึกษาต่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และAI เนื่องจากเครื่องมือและอุปกรณ์ของเราอาจไม่พอหรือล้ำเท่ากับประเทศอื่น จึงต้องเตรียมคนให้มีศักยภาพ มีความรู้ติดตัวจะได้มีความมั่นใจ และมีโอกาสทำงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้ในอีก 10- 20 ปีข้างหน้า
นายกฯ กล่าวว่า เรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทย จะมีการเมืองที่มีเสถียรภาพ สามารถผลักดันนโยบายที่ดีได้ต่อเนื่อง เพื่อให้ต่างชาติมั่นใจ เนื่องจากไม่ได้มาลงทุนแค่1-2ปี แล้วไป แต่อยากให้มาอยู่นานๆ เพื่อจะได้มีกระแสเงินไหลเข้ามาในประเทศของเรา
มีข่าวดีเรื่องการลงนามการค้าเสรี FTAไทย-เอฟตา กับประเทศในยุโรป และมีแผนที่ลงนามกับทั้งสหภาพยุโรป (อียู)ภายในปี 2568 เป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้กับประเทศเรา ที่จะคุยเรื่องเศรษฐกิจการทำการค้ากับอียู เพิ่มมากขึ้น และหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศมากขึ้น และยังจับคู่ธุรกิจไทยและต่างประเทศ ให้มีโอกาสพบเจอพูดคุยสามารถต่อยอดธุรกิจต่างๆ
“การมาครั้งนี้ครบถ้วน บางอย่างเกินกว่าที่คาดหวังไว้ คงเป็นเพราะมีรัฐมนตรี มีบีโอไอมาร่วมด้วย ทำให้ทุกอย่างที่ตั้งใจไว้สำเร็จเป็นอย่างดี ขอขอบคุณไปทางช่องทางสื่อต่างๆ และขอให้ทุกท่านเป็นกำลังใจให้รัฐบาล จะได้นำโอกาสและสิ่งดีๆมาให้พี่น้เงประชาชนต่อไป” นายกฯกล่าว
ในการเข้าประชุมครั้งนี้ นายกฯ ได้หารือกับผู้บริหารและตัวแทน 11 บริษัทเอกชนชั้นนำระดับโลก ได้แก่ DP World, Nestle, Coca Cola, Bayer AG, Astra Zeneca, Salesforce, Google, Pepsi, AWS, Grap, Amazon Web Services ได้รับการตอบรับและให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย เชื่อว่าหลายบริษัทที่เคยลงทุนในไทยอยู่แล้ว จะลงทุนเพิ่มมากขึ้น ส่วนบริษัทใหม่ให้ความสนใจมากที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ นายกฯ ได้พบหารือกับผู้นำประเทศ และหัวหน้ารัฐบาล ได้แก่ประธานาธิบดีสมาพันธรัฐสวิส,นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐคอซอวอ และนายมูฮัมหมัด ยูนุส ประธานคณะที่ปรึกษารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ รวมถึงนายเคล้าส์ ชวาป ผู้ก่อตั้ง World Economic Forum (WEF)
นอกจากนี้ยังพบปะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ กับผู้นำและบุคคลสำคัญ เช่น นายกฯมาเลเซีย, นายกฯมอนเตรเนโก, นายกฯสวีเดน, นายกฯภูฏาน และนาย Olivier Schwab บุตรชายของผู้ก่อตั้ง WEF นาง Melanie Brown (หัวหน้าด้านวัฒนธรรมของ WEF) ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทย เป็นที่รู้จักกับนานาประเทศและเกิดความสัมพันธ์ทั้งระดับภูมิภาคและประเทศมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบภารกิจ น.ส.แพทองธาร และคณะ ออกเดินทางจากเมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส กลับถึงประเทศไทย ในวันที่ 25 ม.ค. เวลา 10.40 น. ที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ