นราธิวาส ชิงนายก อบจ. 1 กุมภาพันธ์นี้ ชี้ชะตา “เปลี่ยน-ไม่เปลี่ยน” 2 ผู้สมัครเปิดเวทีใหญ่ซัดกันนัว แชมป์เก่า “พ่อเฒ่ากูเซ็ง” แจ้งร่วมมือพรรคใหญ่พัฒนานราฯ มาโดยตลอด ส่วน “แบเลาะ” เน้นความทันสมัย มีเครือข่ายโยงใยพร้อมพัฒนานราฯ

31 ม.ค. 68 – ผู้สื่อข่าวรายงานบรรายากาศ พื้นที่เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส เมื่อคืน 30 มกราคม 2568 ที่ผ่านมาว่า บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีการเปิดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้ายของ 2 ผู้สมัคร ที่ลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส

โดย นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน ผู้สมัครหมายเลข 1 แชมป์เก่า ขึ้นปราศรัยพร้อมลูกชาย 2 คน คือ นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส พรรครวมไทยสร้างชาติ และนายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ

โดยบรรยากาศเวทีปราศัยคึกคัก ตั้งแต่ เวลา 18.00 น. ประชาชนเดินทางมาพร้อมกัน ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะ และมีบางส่วนที่เดินทางมาด้วยรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีการเชิญชวนประชาชนมาร่วมฟังคำปราศรัยตามสโลแกน “มาช้าไม่มีที่นั่งแน่นอน” ทำให้สถานีจอดรถบริเวณสนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่เพียง ประชาชนจอดรถยาวนับกิโลเมตร

ส่วนผู้สมัครหมายเลข 2 “แบเลาะ” นายอับดุลลักษณ์ สะอิ เปิดเวทีปราศรัยบริเวณสนามกีฬาเทศบาลเมืองนราธิวาส ภายให้สโลแกน “กาเบอร์ 2 เพื่อเปลี่ยนนราธิวาส” ที่มี สส. 3 คน ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสมาร่วมสนับสนุน และร่วมปราศรัย

ประกอบด้วย นายอามินทร์ และนายสัมพันธ์ มะดาโอ๊ะ จากพรรคกล้าธรรม และ นายซาการียา สะอิ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นน้องชาย นายอับดุลลักษณ์ หรือ แบเลาะ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม เดินทางมาร่วมปราศรัยเพื่อเปลี่ยนในครั้งนี้ด้วย โดยเวทีเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลา 18.00 น. เปิดสนามทยอยให้ประชาชนเดินทางมาร่วมรับฟังคำปราศรัย และได้เริ่มปราศรัยจากแกนนำตั้งแต่เวลา 20.00 น.

ทั้ง 2 เวที มีประชาชนเดินทางมารับฟังคำปราศรัยเวทีละประมาณ 12,000 คนกว่า โดยเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้เวทีละหมื่นกว่าตัว โดยในครั้งนี้ประชาชนให้ความสนใจ เพราะถือเป็นการร่วมรับฟังคำปราศรัยให้ช่วงสุดท้ายของการหาเสียงแล้ว ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 1 ก.พ. 68 ที่จะถึงนี้

ช่วงเวลาเดียวกัน ที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองนราธิวาส เวลาประมาณ 20.00 น. นายอามินทร์ มะดาโอ๊ะ สส.นราธิวาส จากพรรคกล้าธรรม ได้ขึ้นเวทีโปรยคำหวานขอคะแนนเสียงให้ “แบเลาะ” นายอับดุลลักษณ์ ได้ทำงานในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ด้วยการเปลี่ยนนราธิวาสลงคะแนนให้กับเบอร์ 2 ในอีก 2 วันข้างหน้า ไปใช้สิทธิ์พร้อมกันวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

พร้อมทั้งย้ำ เบอร์ 2 มีการเปิดเวทีปราศรัยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่ อ.รือเสาะ อ.ระแงะ อ.สุไหงโกลก และ อ.สุคิริน จนมาครั้งนี้ อ.เมือง โดยทุกเวทีมีประชาชนเดินทางมารับฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 5,000 เป็น 8,000 และเป็น 10,000 ซึ่งเป็นชี้ให้เห็นว่า ชาวนราธิวาสต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ส่วนตัวนั้นแน่นอนที่สุด อยากให้นราธิวาสเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยจะหนุนเสริมด้านกีฬาให้กับเยาวชน และประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกีฬา E-Sport ที่นายก อบจ.คนเก่าไม่เคยสนับสนุน “แบเลาะ” ตั้งใจจะจัดให้มีการแข่งขันกีฬาออนไลน์ในทุกพื้นที่ เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ ส่งเสริม สนับสนุนเพื่อให้ได้ไปแข่งขันในระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

นอกจากนี้จะมีการสนับสนุนการเล่นกีฬาฟุตบอลที่เป็นหัวใจของชาวนราธิวาสให้มีการเล่นทุกพื้นที่ จัดให้มีการแข่งขันในทุกตำบล รวม 77 ตำบล รวมถึงจะทำสนามฟุตบอลมาตราฐานให้กับทุกตำบล ปีละ 1 ที่ 1 ตำบล รวม 4 ปี แต่ละตำบลจะมีสนามบอลที่ได้รับมาตราฐาน 4 แห่ง เพื่อทำให้ทุกคนได้เล่นกีฬาฟุตบอลอย่างทั่วถึง

สุดท้าย “แบเลาะ” จะพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.สุคิรินที่มีธรรมชาติที่สวยงาม มีโฮมสเตย์ของชาวบ้านที่รอการเข้าไปพัฒนา รวมถึงพื้นที่ตากใบ ”แบเลาะ“ จะเข้าไปพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งการค้าชายแดน แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ต่อยอดพัฒนาอาหารปลากุเลา เพื่อให้การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจดีขึ้น ไม่ใช่อยู่เหมือนทุกวันนี้ที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไม่พัฒนาทั้ง อบต. และ อบจ.

ช่วงท้ายก่อน สส. อามินทร์ จะลงจากเวทียังคงอ้อยชาวนราธิวาสที่มารับฟังการปราศรัยครั้งนี้อีกครั้งว่า หากวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เลือกเบอร์ 2 และได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.แล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็แค่ “ทน” คือ “ทน” เหมือนเดิม แต่หากเลือกแล้วนราธิวาสมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น จะถือเป็นเรื่องที่ดีที่ นราธิวาสจะได้รับโอกาสใหม่ๆ ดังนั้นจึงขอโอกาสจากทุกคนให้ “แบเลาะ เบอร์ 2” ได้ทำงาน เพื่อพี่น้องชาวนราธิวาสด้วย

จากนั้น เวลาต่อมาถึงคราว ผู้สมัครลงชิงตำแหน่ง “แบเลาะ” นายอับดุลลักษณ์ ผู้สมัครหมายเลข 2 ขึ้นเวทีมาขอคะแนนเสียง อ้อนวอน และชูนโยบายการทำงานต่อพี่น้องประชาชนทันที โดยแบเลาะเริ่มต้นด้วยนโยบาย 5 ข้อในการจะมาเป็นนายก อบจ. เพื่อให้นราธิวาสเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที

เริ่มด้วยการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ให้เสร็จภายใน 1 เดือน และจัดเวทีประชาคมทุกพื้นที่เพื่อทำตามความต้องการของประชาชนว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไร มีบริบทอะไรที่ต้องพัฒนา เสริม ต่อยอดให้ดีขึ้น และต่อด้วยการส่งเสริมด้านกีฬา เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการห่างไกลยาเสพติด และจะจัดนิทรรศการแสดงหัตกรรมศิลปะพื้นบ้าน ของพื้นถิ่นให้มีการพัฒนาสามารถเป็นสินค้าส่งออกได้ และสุดท้ายจะดำเนินการเรื่องการศึกษาด้วยนำติวเตอร์มาสอนฟรีให้กับชาวนราธิวาสเพื่อให้มีความรู้สามารถนำไปสอบรับราชการหรือเพื่อไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามความต้องการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สุดท้ายเป็นนโยบายเร่งด่วนเนื่องจากพื้นที่นราธิวาสเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งการจัดเจ้าหน้าที่กู้ชีพกูภัยเพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนและจัดตั้งศูนย์ในการช่วยเหลือฉุกเฉินจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สุดท้าย “แบเลาะ” ย้ำด้วยว่า ชาวนราธิวาส จะต้องเปลี่ยน เปลี่ยนด้วยความทันสมัย พัฒนาด้วยเครือข่าย ซึ่งตนเอง ผู้สมัครหมายเลข 2 พร้อมทั้งความทันสมัยและเครือข่ายที่มีอยู่ โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ และ 3 สส. ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ที่พร้อมจะสร้างการเปลี่ยนแปลงนราธิวาสได้ด้วยกัน

และก่อนที่ “แบเลาะ” เบอร์ 2 จะลงจากเวทีสามารถเรียกเสียงโห่ เสียงกรี๊ดจากประชาชนที่มาฟังการปราศรัยได้อย่างมาก ด้วยการงัดกลยุทธของการเปรียบเทียบให้เห็นภาพด้วยโทรศัพท์ 2 เครื่อง ที่อีกเครื่องเป็นเครื่อง ซัมซุง ฮีโร่ และ อีกเครื่องเป็นซัมซุง กาเลคซี ทุกคนจะเลือกอะไร และแน่นอนทุกคนเลือกซัมซุง กาเลคซี ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่ทันสมัย “แบเลาะ” จึงโยนโทรศัพท์เก่าซัมซุง ฮีโร่ ทิ้งทันที และย้ำด้วยว่า ถึงจะมีซิม แต่ไม่ทันสมัย ไม่มีเครือข่าย ก็ไม่มีใครใช้ ไม่มีใครต้องการ ซึ่งเราทุกคนต้อง “เปลี่ยน” และจากนั้น “แบเลาะ” ก็ได้ฮัมเพลง “พูดไม่ค่อยเก่ง แต่รักหมดใจ” เป็นการอ้อนขอคะแนนในช่วงท้ายด้วย

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรมได้ขึ้นเวที ซึ่งกล่าวนำว่า การมาพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสในทุกๆ ครั้ง ทุกเวทีเพื่อเป็นการยืนยันว่า “แบเลาะ ผู้สมัครเบอร์ 2 ” ทำงานอย่างมืออาชีพ และมีเครือข่ายที่พร้อมหนุน เสริมการทำงานทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะจากพรรคกล้าธรรม หรือ หลาดา ที่มีความสนิทสนมกับ สส. 2 พี่น้องในพื้นที่ ก็ได้นำพาพรรคภูมิใจไทย ลงมาช่วย “แบเลาะ” หาเสียงด้วย

ส่วนตนเองนั้น ถ้าไม่รักชาวนราธิวาสจริง จะไม่ลงมาพบทุกคนในวันนี้ ซึ่งเดินทางมาจากหนองบัวลำภู และในเวทีครั้งนี้ไม่ได้ต้องการโจมตีใคร แต่ที่เห็นอยู่ว่าถึงเป็น สส.มาอย่างต่อเนื่องหลายสมัย แต่ก็ไม่ได้เป็นกรรมาธิการใดๆ รวมถึงนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี แต่ถ้าเราทุกคนเลือก “แบเลาะเบอร์ 2” เชื่อได้เลยคนนราธิวาสจะต้องได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างแน่นอน จะพัฒนานราธิวาส ต้องเอาคนนราธิวาสมาพัฒนา

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวบนเวทีปราศรัยด้วยว่า จังหวัดนราธิวาส มักมีการรายงานเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจบ่อยครั้ง ว่าอยู่ในลำดับ 1-10 ของจังหวัดที่มีรายได้ต่ำที่สุด ซึ่งฟังแล้วปวดใจ บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ทั้งที่มีความสมบูรณ์ครบทุกด้าน แต่เพียงขาดคนพัฒนา ซึ่งการพัฒนานั้นควรมาจาก อบจ. แล้วลงไป อบต. และ เทศบาล เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

วันนี้ถึงเวลาแล้วที่คนนราธิวาสจะต้องเลือกคนใหม่ คนมีความทันสมัย และมีเครือข่ายครบ เหมือนกับที่ “แบเลาะ” ได้ทิ้งโทรศัพท์เครื่องเก่าเมื่อกี้ลงพื้นไป ที่เป็นของเก่า ของแก่ ซึ่งเราทุกคนควรทิ้ง และคิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้นราธิวาสของเราดีขึ้น

“สมัยผมเป็นเด็กๆ ไปเที่ยวหาดนราทัศน์ ซึ่งบางคนในที่นี้ไม่รู้จัก เพราะไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สมัยตอนเด็กๆ หาดนราทัศน์คนคึกคัก ค้าขายสนุก เศรษฐกิจก็ดี พี่น้องที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ หาดนราทัศน์ขายข้าวขายของเศรษฐกิจก็ดี แต่ตอนนี้มันซบเซา เศรษฐกิจของพี่น้อง ต้องพัฒนาด้านการเมือง”

การเมืองไม่ใช่การเมืองระดับชาติอย่างเดียว ต้องเป็นการเมืองระดับ อบต. เทศบาล เลยไปถึง อบจ. ทำให้ อบจ. เทศบาลมีความเข้มแข็ง แล้ว อบจ. ในฐานะพี่ใหญ่ เราไม่ใช่รอจัดสรรงบประมาณปีละ 100 หรือ 200 เมื่อไหร่จะพัฒนาบ้านเมือง มันต้องไปหาปลาในท้องมหาสมุทร เพื่อมาหล่อเลี้ยงคนนราธิวาส

ดังนั้นพี่น้องครับ มันถึงเวลาแล้ว คนนราต้องตื่น ผมทนเห็นคนนราถูกดูถูกไม่ได้ เวลาผมอยู่กรุงเทพมหานคร อย่าว่าแต่คนนราเลยครับ ป้ายทะเบียนรถมอเตอร์ไซด์ ป้ายทะเบียนรถยนต์ ที่มันเสียข้างทางที่ลงท้ายด้วยนราธิวาส ผมต้องสั่งให้ลูกน้องจอด กูจะดูความเรียบร้อยของคนบ้านกู เป็นรากเหง้าเป็นพื้นฐานของการเมืองใหญ่

ถ้าท่านได้ผู้นำท้องถิ่นที่ไม่เข้มแข็ง ท่านได้ผู้นำท้องถิ่นที่เปรียบเสมือนโทรศัพท์เก่า มันใช้การไม่ได้ มันมีความจำเป็น ต้องหาของใหม่ที่เขามีความพร้อม ที่มีความทันสมัย ที่มีเครือข่ายเข้ามาแทน ผมถามพี่น้องที่นั่งอยู่ตรงนี้ พี่น้องพร้อมที่จะเปลี่ยนนราธิวาสไปกับทีมงานของผมมั๊ยครับ เปลี่ยนมั๊ยรับ เปลี่ยนมั๊ย เปลี่ยนมั๊ย ถ้าเปลี่ยน ต้องกา “แบเลาะ เบอร์ 2” เท่านั้น

ส่วน บรรยากาศการปราศรัยเวที ผู้สมัครหมายเลข 1 ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เดินทางมาร่วมฟังการปราศรัย และมีนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ , นายกูเฮง ยาวอหะซัน ซึ่งเป็นลูกชายคนรอง เลขานุการ รมว.ยุติธรรม พล.ต.ท. พัฒนวุธ อังคะนาวิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และแกนนำคนอื่นๆ ผลัดกันขึ้นปราศรัย รวมทั้งนายวัชระ ยาวอหะซัน (แบยอร์ หรือ กูบีรอ) สส.นราธิวาส เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นลูกชายคนโต ของนายกูเซ็ง ที่ปราศรัยอย่างดุเดือด โต้ทุกคำพูด ที่เบอร์ 2 ปราศรัยมาทุกเวที

นายวัชระ ยาวอหะซัน (แบยอร์ หรือกูบีรอ) สส.นราธิวาส เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ขึ้นเวทีปราศรัยสนับสนุนนายกูเซ็งผู้เป็นบิดา โดยย้ำว่าบิดานั้นเป็นคนไม่กล้าบอก ท่านไม่กล้าพูดฝากผมมาพูด ที่ผ่านมาระหว่าง กูเซ็ง อยู่กับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นให้ทุกอย่างกับ จ.นราธิวาส

“ดูสนามบินซิครับ เราได้สนามบินที่มีอาคารใหม่ ได้ถนนไปทางยือลาแป ทางสุไหงโก-ลก 4 เลนก็มาแล้ว โครงการใหญ่ๆ นราธิวาส 4 เลน ถึงอำเภอระแงะ แต่เบอร์ 2 ก็ยังมาบอกไม่มีผลงาน วันนี้ ผมอยากฝากให้ทุกคนเลือก นายก อบจ.เบอร์ 1 ยะลา นราธิวาส ปัตตานี ให้ได้ทุกจังหวัด

นายวัชระ ย้ำด้วยว่า วันนี้ ตนอยู่ตรงไหนให้พ่ออยู่ตรงนั้น ตนลูกพ่อตนสู้ตาย นี่คือฐานสำคัญที่พรรคประชาชาติมาสนับสนุน ซึ่งหากเลือกเบอร์ 1 ให้ประชาชนมั่นใจว่า นราธิวาส จะมี 2 คนในนราธิวาส คือ กูเฮง ยาวอหะซัน และก มลศักดิ์ ลีวาเมาะ ที่สนับสนุน และนั่นคือโอกาสของนราธิวาสมาแน่นอน

การมีฐานมั่นคงจะทำให้สร้างตึกที่ใหญ่ได้ นี้และเราจะแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ ขณะที่ สส. ที่สนับสนุนอีกฝังมีแต่ความมืด ยังไม่ได้ทำงานเลย ไม่รู้มัวแต่ทำอะไรอยู่

จากนั้นนายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ลูกชายคนรองของ นายกูเซ็ง ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีเป็นภาษามลายู โดยในช่วงหนึ่งของการปราศรัย มีการนำภาพและคลิปวิดีโอของ นายอับดุลลักษณ์ ผู้สมัครนายก อบจ.คู่แข่ง ซึ่งมีการวิจารณ์นโยบาย นายอับดุลลักษณ์ ทั้งโมเดลกำจัดขยะ สนามกีฬา เสาไฟฟ้า เป็นต้น พร้อมได้เปิดคลิป วี.ที.อาร์. ในชื่อ กูเซ็ง โมเดล ได้แก่ ความเมตตา, ความเข้าใจ, การบริการ, ประสบการณ์, เครือข่าย และเป้าหมาย มาเปรียบทียบ ให้เห็นความแตกต่าง ก่อนที่นายกูเซ็ง ผู้สมัครหมายเลข 1 จะขึ้น

ต่อมา นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้ขึ้นเวทีมาทักทายเป็นภาษามาลายูท้องถิ่น พร้อมโปรยคำถามประชาชนที่มารับฟังคำปราศรัยว่า ทุกคนจะเปลี่ยนมั้ย สรุป ไม่เปลี่ยนนะ พร้อมขอบคุณและดีใจที่ทุกคนยังตอบ ไม่เปลี่ยน

ต่อด้วยเล่าความหลังในขณะที่เป็นนายก อบจ.นราธิวาส ครั้งแรก ได้สร้างตาดีกา ปีละ 32 ล้าน ตอนนั้น ปูน 35 บาท กูเซ็งลงคนนราเลือก ตอนนี้ 5 สมัยแล้ว ที่คนนราเลือก และมีคนมาโจมตีผม ผมอดทนอย่างเดียว การพัฒนานราธิวาสก่อนหน้านี้มีการใช้ความร่วมมือมาตลอด และขอให้มั่นใจว่าหลังจากนี้ก็จะมีการร่วมมืออย่างต่อเนื่อง และพัฒนาพร้อมกันใน 3 จชต.

วันนี้ขอขอบคุณทุกท่านมากที่มารอฟังปราศรัยจนถึงเวลานี้ ขอขอบคุณอีกครั้งคนนราธิวาสทุกท่าน ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และขอให้เกิดสันติสุขต่อพี่น้อง 3 จังหวัด และวันที่ 1 กุมภา เลือกเบอร์1 ขอบคุณครับ และก่อนจะปิดการปราศรัยมีการกล่าวขอพรในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

อย่างไรแล้ว สำหรับการหาเสียงทั้ง 2 เวทีครั้งนี้ มีประชาชนที่เดินทางมารับฟังคำปราศรัยในจำนวนที่ใกล้เคียงกันกว่าหมื่นคน โดยในส่วนของหมายเลข 1 เป็นการเปิดเวทีปราศรัยครั้งแรก รวมพลประชาชนจากทั้ง 13 อำเภอ ส่วนผู้สมัครหมายเลข 2 เป็นการเปิดเวทีปราศรัยในครั้งที่ 5 มีประชาชนเดินทางมากจากอำเภอเมือง อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เป็นการชี้ชะตาว่าชาวนราธิวาสต้องการ “เปลี่ยน” หรือ “ไม่เปลี่ยน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน