อิ๊งค์ จับเข่าคุย บริษัทยักษ์ใหญ่จีน “Hisense -Xiaomi ยัน รัฐบาลพร้อมหนุนขยายลงทุนเพิ่มในไทย มั่นใจ ชิ้นส่วนในประเทศของไทยมีคุณภาพสูง
เมื่อเวลา 13.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง เร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชั่วโมง) วันที่ 6 ก.พ. 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบหารือกับ Mr. JIA Shaoqian, Chairman, Hisense Group ผู้บริหารบริษัทเอกชนรายใหญ่ของจีน
ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า จ้างงานรวมทั่วโลกกว่า 56,240 คน และเป็นหนึ่งในองค์กรทรงอิทธิพลด้าน ESG จาก Fortune China 3 ปี (ปี 2565-2567) ของ Prestigious มีเป้าหมาย ESG (Hisense Group) Carbon Peaking ไม่เกินปี 2569 และ Carbon Neutrality ไม่เกินปี 2593

โดยนายกฯ กล่าวว่า ขอบคุณที่เข้าพบและบริษัทให้ความไว้วางใจลงทุนในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการขยายการลงทุนของบริษัท โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นหน่วยงานหลักประสานงาน และอำนวยความสะดวกการลงทุนให้แก่บริษัท
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุน พร้อมกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก จึงหวังว่า บริษัทจะพิจารณาใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
นอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งแล้ว ยังจะช่วยให้การลงทุนของบริษัทในไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบีโอไอพร้อมสนับสนุนบริษัทผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีศักยภาพ

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า แรงงานไทยมีประสบการณ์และทักษะ เชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของบริษัทได้ บีโอไอพร้อมเป็นหน่วยงานกลางประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง หากบริษัทพิจารณาพัฒนาแรงงานทักษะของไทยร่วมกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น
ด้านผู้บริหารบริษัทฯ กล่าวว่า เล็งเห็นความสำคัญต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบีโอไอ ทั้งนี้ บริษัทเห็นว่า เศรษฐกิจไทยพัฒนาอย่างมั่นคง และมีพื้นฐานอันดี พร้อมกระชับความร่วมมือมากขึ้นในอนาคต และตั้งใจมีส่วนช่วยยกระดับห่วงโซ่ในไทยมากขึ้นด้วย

ต่อมา น.ส.แพทองธาร พบหารือกับ Mr. Alain Lam, CFO และ Vice President, Xiaomi Corporation โดยนายกฯ ยินดีที่ได้พบและทราบว่า บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ และหวังว่าบริษัทฯ จะพิจารณาให้ไทยเป็นฐานสำคัญของบริษัทหรือพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนตลาด และอุปกรณ์อัจฉริยะในประเทศไทยและตลาดอาเซียน
ทั้งนี้ รัฐบาลและบีโอไอ พร้อมสนับสนุนการลงทุนของบริษัท และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนรวมถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ
ขณะที่ บีโอไอ กล่าวว่า ไทยมีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในอาเซียน มีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง รวมทั้งนโยบายรัฐบาลที่เอื้ออำนวย และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง จึงหวังว่า บริษัทฯ จะพิจารณาจัดตั้งโรงงานแห่งแรกในต่างประเทศที่ประเทศไทย รวมถึงกิจกรรม R&D ที่มุ่งพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญเพื่อสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนในประเทศไทย
