ไอลอว์ จัดเสวนา ผ่าน ม.256 เปิดประตูเลือกตั้งสสร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ‘ไอติม’ ยัน ประชามติ 2 ครั้งเพียงพอ ‘ชนินทร์’ เห็นพ้อง ไม่ต้องยื่นศาลรธน.ตีความอีก
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 ก.พ. 2568 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จัดเสวนาหัวข้อ “ผ่าน ม.256 เปิดประตูเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่”
โดยมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และน.ส.ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ร่วมเสวนา และมีนายณัชปกร นามเมือง ตัวแทน iLaw เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดยนายปุรวิชญ์ กล่าวถึงความคาดหวังในการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ว่า วันที่ 13-14 ก.พ.นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของความพยายามที่จะปลดล็อกรัฐธรรมนูญปี 2560 เราเคยพยายามมาแล้ว 26 ครั้งในสภาฯ ชุดที่แล้ว สำเร็จครั้งเดียว แต่จะทำอีกสักครั้ง เพราะอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ตนมองว่ารัฐธรรมนูญของไทยสะท้อนสมดุลทางอำนาจของการเมืองไทย ซึ่งที่มีปัญหาคือเรื่องโครงสร้างสถาบันทางการเมือง การจำกัดสิทธิ์ของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องไปคลี่ออก อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าวันที่ 13-14 ก.พ.นี้ เป็นเพียงแค่กระบวนการปลดล็อก เพื่อจะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น
ส่วนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกครั้งนั้น ตอนนี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นหลักฐานอยู่ในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ตนยังไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องยื่นศาลให้ตีความ นอกจากจะหน่วงเวลา เพื่อเป็นแท็กติกทางการเมืองที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ทันในสภาสมัยนี้ จึงขอส่งเสียงไปยังสมาชิกรัฐสภา ทั้ง สส.และสว.ว่า สุดท้ายแล้วมีเจตจำนงอย่างไร สุดท้ายแล้วจะส่งต่ออนาคตของประเทศอย่างไรให้ลูกหลาน

ขอบคุณภาพจาก iLaw
ด้านนายชนินทร์ กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทย เรายื่นแก้รัฐธรรมนูญมาตั้งแต่สมัยที่เป็นพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรคก้าวไกล ในมุมของพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ควรทำประชามติแค่ 2 ครั้ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 นั้น ยังไม่ใช่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เป็นการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ดังนั้น เราจึงพยายามให้ความมั่นใจ สส. และ สว. ที่จะเข้ามาร่วมแก้รัฐธรรมนูญในวันที่ 13-14 ก.พ. นี้ว่า สามารถดำเนินการได้ ไม่ขัดต่อหลักการหรือกฎหมายหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเขียนหลักการไว้กว้าง คือ เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เพื่อให้มีบทบัญญัติเรื่องนี้
ไม่ใช่เอารายละเอียดของรูปแบบ สสร. ไว้ในหลักการ หมายความว่าไม่ว่าร่างดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาเข้าไปในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มากน้อยแค่ไหน แต่ก็สามารถปรับแก้เนื้อหารายละเอียดได้
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น อาจจะไม่เป็นธรรมที่เราจะใช้เลนส์ของพรรคการเมืองเพียงเลนส์เดียว ในการมาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหา ฉะนั้น จึงอยากโฟกัสว่า สิ่งที่มีการถกเถียงกันมาตลอดจริงๆ คือ เรื่องที่มาหรือการยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมันไม่ถูกต้องมากกว่า ที่ทำให้ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ฉะนั้น กลไกการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราคาดหวัง คือ การที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือก สสร. ขณะเดียวกันมองว่าองค์กรอิสระหลายองค์กรต้องมีการทบทวนที่มา รวมถึงเรื่องสิทธิ์ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญว่า เรื่องไหนที่ต้องห้ามหรือเรื่องไหนที่ถือเป็นสิทธิ์ เรื่องไหนต้องมีการพิจารณาภายใต้กฎหมายลูก
ส่วนจะต้องมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอีกครั้งหรือไม่นั้น ตนมองว่าไม่จำเป็น เพราะการทำประชามติแค่ 2 ครั้งเพียงพอแล้ว แต่หากอ้างอิงตามที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เคยพูดต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นความเห็นของหนึ่งในฐานะของผู้ที่เคยเสนอร่าง อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จและแล้วเสร็จ
แต่ก็เป็นความกังวลว่า สส. และสว. จะเข้าร่วมหรือลงมติอย่างไร เพราะการไม่เข้าร่วมอาจจะมีมุมมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือหากเข้าร่วมแล้วลงมติด้วยความกังวลว่า ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การล้มกระบวนการทั้งหมด
ตนเห็นความจำเป็นในสิ่งที่นายชูศักดิ์เคยบอกว่า หากจะล้มด้วยความกังวล ก็ให้สู้ไปถามศาลรัฐธรรมนูญยังดีกว่าปล่อยให้ล้มไปเลย แต่ย้ำว่าส่วนตัว ตนเห็นว่าไม่จำเป็นต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ และไม่มีความกังวลในการยื่นตีความ
สำหรับหน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอนั้น ประเด็นแรก เรายังยืนยันในหลักการว่า อยากได้ สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% แต่ทั้ง 200 คนมาจากการใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นระบบการเลือกตั้งทางตรงทั้งหมด
ส่วนการยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 นั้น เป็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยมาตลอด เพื่อให้เดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้ได้ และต้องพูดคุยกันในสังคม รวมถึงทำประชามติก่อน อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของพรรคเพื่อไทย วางกรอบไว้ 180 วัน เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญเสร็จในรัฐบาลนี้ให้ได้ แต่ก็สามารถแก้ไขในชั้นกมธ.ได้
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมในวันที่ 12 ก.พ. ซึ่งคงจะมีการขอมติในที่ประชุมพรรคอีกครั้งเรื่องการอภิปราย เพื่อให้พรรคร่วมรัฐบาลรับทุกร่าง ตนจะพูดแทนพรรคไม่ได้

ขอบคุณภาพจาก iLaw
ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากลองคำนวณตามไทม์ไลน์ระยะเวลาแล้ว หากที่ประชุมรัฐสภาไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมี สสร. ในวาระ 1 วันที่ 13-14 ก.พ.นี้นั้น การที่เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ทันต่อการเลือกตั้งปี 2570 ก็จะเป็นไปไม่ได้เลย จึงถือว่าวันดังกล่าวจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันต่อการเลือกตั้งครั้งถัดไป
ตนมองว่าฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อาจจะยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่มากพอ นั่นคือน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่หายไปจากบทสนทนาเรื่องรัฐธรรมนูญ และต้องยอมรับว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่เคยแถลงต่อรัฐสภา
“อย่าว่าแค่นายกฯ จะพูดถึงเลย ปกติเราจะเห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอร่างเข้ากฎหมายต่างๆ เข้ามาประกบด้วย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอะไรก็ตาม แต่ทำไมเมื่อเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ เราจึงเห็นเพียงแค่ร่างของพรรคเพื่อไทย
หากจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาฯ ไม่ใช่เรื่องฝ่ายบริหารนั้น เราจะมองเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเราอยู่ในระบบรัฐสภาที่เลือกฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติแยกกัน เนื่องจากฝ่ายบริหารอยู่ได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายสภาฯ
ฉะนั้น หัวหน้าฝ่ายบริหารหรือนายกฯ ย่อมถูกคาดหวังให้รับผิดชอบงานของรัฐบาลในสภาฯ ด้วย นั่นคือการแก้กฎหมายในสภา อีกทั้งยังมีเรื่องการโน้มน้าวเสียงในสภาด้วย และก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระที่ 1 นั้น ผมอยากเห็นนายกฯ ออกมาช่วยกันอีกหนึ่งแรง เพื่อให้นโยบายเรือธงอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้นประสบความสำเร็จ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา” นายพริษฐ์ กล่าว

ขอบคุณภาพจาก iLaw
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ตนมองว่ามี 4 โจทย์ ที่หากจะมี สสร.แล้ว ต้องไปขบคิดกัน คือ 1.วุฒิสภา เราต้องไปคิดกันว่าสุดท้ายต้องออกแบบระบบรัฐสภาแบบสภาฯ เดี่ยวหรือสภาฯ คู่
หากสภาฯ คู่ ที่มีวุฒิสภาด้วยนั้น เราจะทำอย่างไรให้วุฒิสภามีที่มาและอำนาจสอดคล้องกันมากขึ้นตามระบบสากลที่หากวุฒิสภาจะมีอำนาจสูง ต้องมีที่มาจากการเลือกตั้งและยึดโยงกับประชาชน
2.ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 มีการออกแบบให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีการขยายขอบเขตอำนาจ เช่น เรื่องการยุบพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่มา เราจะทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งคนที่ประชาชนเชื่อมั่นจริงๆ รวมถึงกลไกการให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้ ซึ่งในอดีตประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนได้ แต่ในปัจจุบันสิทธิ์เหล่านี้กลับหายไป
3.การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เขียนเรื่องของการกระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว และ 4.นโยบายของรัฐบาลที่ยังถูกครอบงำโดยยุทธศาสตร์ชาติของ คสช. ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้นโยบายของรัฐบาลไม่คล่องตัวหรือเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้เท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องสิทธิ์เสรีภาพของประชาชนที่อ่อนแอลง นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 25 ที่ไปเพิ่มเงื่อนไขให้รัฐเข้ามาจำกัดเสรีภาพของประชาชนด้วย นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ตนมองว่าเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2560
หากถามว่าทำไมไม่แก้ไขรายมาตรา ทำไมต้องแก้ไขทั้งฉบับ ก็เหมือนเราเข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่มีคนสร้างมา เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ในบ้านหลังนั้นมีปัญหาเยอะแยะ มีรูรั่วในหลายห้อง แม้จะมีการบอกให้ไปแก้ทีละจุดก็สามารถทำได้ แต่อีกมุมหนึ่งประชาชนอาจจะมองว่า แทนที่จะไปแก้ทีละจุดที่มีปัญหา การทำบ้านหลังใหม่เลยอาจจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า
รวมถึงยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ เพราะจะทำให้รู้สึกหวงแหนบ้านหลังนั้นด้วย จึงเป็นที่มาที่เราเห็นว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับ การแก้ไขเฉพาะรายมาตรานั้นไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ หากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ ผ่านทั้ง 3 วาระ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(8) ต้องมีการจัดทำประชามติหลังวาระ 3 และหากประชาชนเห็นชอบก็จะมีผลบังคับใช้ นำไปสู่การมี สสร.เพื่อมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หลังจากนั้นจะมีการทำประชามติอีกครั้งว่า ประชาชนเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งในปี 2564 เคยมีคนยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า จะต้องทำประชามติทั้งหมดกี่ครั้ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตอบกลับมาว่า มีประชามติแค่ 2 ครั้ง คือ ประชามติก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญกับประชามติหลังจัดทำรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเมื่อต้นปี 2567 พรรคเพื่อไทยเสนอให้ยื่นเรื่องไปถามศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ บอกว่าคำวินิจฉัยนั้นชัดเจนแล้ว
ตนยืนยันว่าการทำประชามติ 2 ครั้งไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นสามารถทำได้ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าสามารถทำได้ หากเดินตามร่างแก้ไขของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย แม้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านทั้ง 3 วาระแล้ว แต่สสร.ก็ไม่ได้เกิดขึ้นทันที ต้องถามความเห็นของประชาชนก่อน
ส่วนที่มีข้อกังวลว่ายังมีเสียงที่เห็นต่าง หากมีการพิจารณาในสภาฯ แล้วจะเป็นปัญหาหรือไม่นั้น หากยังจำได้เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา เราก็มีการพิจารณาวาระคล้ายๆ กัน เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาก็ไม่ได้บอกให้รัฐสภายุติการพิจารณา โดยเดินหน้าพิจารณาวาระ 3 ต่อ
แม้จะมีสมาชิกบางคนกังวลและไม่ไปลงมติในวันนั้น แต่ก็ยังมีสมาชิกจำนวนไม่น้อยทั้ง สส.และสว.ลงมติ ซึ่งก็ไม่ได้มีผลเสียหายอะไรเกิดขึ้น จึงยืนยันว่า สมาชิกรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการเข้ามาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในวันที่ 13-14 ก.พ.นี้
ส่วนจะต้องมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอีกครั้งหรือไม่นั้น ตนมองว่าการทำประชามติ 2 ครั้งพอและไม่จำเป็นต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
ส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนจเสนอจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น หลักๆ มี 2 หัวข้อ คือ การให้มี สสร.เข้ามาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรมาจากการเลือกตั้ง 100% แบ่งเป็น 100 คนใช้จังหวัดเป็นการเลือกตั้ง และอีก 100 คนใช้กรุงเทพฯ เป็นเขตเลือกตั้ง และเปิดให้ตัวแทนของตัวเองเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญได้ เพื่อให้มีความหลากหลาย
อย่างไรก็ตาม สสร. ควรมีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ เพียงแค่ล็อกไว้ห้ามไปแก้ไขอะไรที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ ซึ่งเมื่อล็อกในส่วนนี้ไว้แล้วก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะไปล็อกหมวด 1 และหมวด 2
สำหรับการแก้เกณฑ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากเดิมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะแก้ไขเพียงแค่ถ้อยคำเดียว ต้องอาศัยเสียงของรัฐสภาทั้งหมด 3 ส่วน คือ ต้องได้เกิน 50% แต่ต้องเป็น 1 ใน 3 ของสว. และมี 20% ของสส.ฝ่ายค้าน ฉะนั้น ตนเห็นว่า การจะตัดเงื่อนไข 1 ใน 3 ของเสียงสว.ออก ซึ่งเคยผ่านการเห็นชอบมาแล้วในปี 2563 นั้น จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเงื่อนไขที่จะไม่เห็นชอบในปีนี้
และการแก้ไขรายมาตราบางมาตรานั้น มีเงื่อนไขที่บอกว่า แม้จะผ่าน 3 วาระไปแล้ว ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็บอกว่า หากจะไปแก้ไข หมวด 1 หมวด 2 หมวด 15 หรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับคุณสมบัตินักการเมือง อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ต้องมีการทำประชามติปิดท้าย ครั้งนี้เราก็มองว่า บางเรื่องในหมวด 15 ที่มีการแก้ไข ควรมีการทำประชามติปิดท้าย ซึ่งเราวางกรอบไว้ 360 วัน ในการทำให้รัฐธรรมนูญเสร็จ