อธิบดีกรมที่ดิน ยัน ที่ดินสนามกอล์ฟของอนุทิน ออกเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย แจงยังไม่ถึงขั้นเพิกถอน โยน ส.ป.ก. เคลียร์ เหตุเป็นเรื่องพื้นที่ซ้ำซ้อน
เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 17 ก.พ. 2568 ที่หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ให้สัมภาษณ์กรณีการออกเอกสารที่ดิน น.ค.3 ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ว่า ข้อมูลจริงๆ อยู่ที่ผู้จัดนิคม
ในส่วนที่กรมที่ดินเกี่ยวข้องด้วย พื้นที่ที่กรมที่ดินได้ออกโฉนดไปมีทั้งหมด 4,500 แปลง เป็นพื้นที่กว่า 25,000 ไร่ รวมถึงได้มีการออก น.ส.3 ก. ประมาณ 217 แปลง 2,600 กว่าไร่ รวมทั้งหมดประมาณ 4,700 แปลง ที่มีการออกเอกสารสิทธิ์ตามอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดิน ถ้าคิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดก็ไม่ถึง 30,000 ไร่ ประมาณ 28,000 ไร่
เมื่อถามว่าในส่วนที่ดินในพื้นที่สนามกอล์ฟปากช่อง และพื้นที่แข่งรถของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย คาบเกี่ยวกับพื้นที่ ส.ป.ก.กี่ไร่ มีการออกโฉนดแล้วกี่ไร่ นายพรพจน์ ยืนยันว่า เอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยกรมที่ดิน ทั้งโฉนด และ น.ส.3 ก. ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น เป็นโฉนดและเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ในส่วนของสนามกอล์ฟและสนามแข่งรถ เป็นพื้นที่ของการนิคมที่มีการจัดนิคม เอกสารสิทธิ์ที่ออกมา ออกมาโดยพื้นฐานของ น.ค. 3 ที่นิคมได้ดำเนินการจัด ซึ่งหลักเกณฑ์พิจารณาในการออกเอกสารสิทธิ์ ถ้ามี น.ค.3 มา กรมที่ดินจะถือว่ามีการรับรองจากภาครัฐ ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินการอยู่
โดยจะต้องสอบถามไปยังผู้จัดนิคมว่า มีการใช้ประโยชน์เช่นเดิมหรือไม่ ยินยอมให้ออกโฉนดได้หรือไม่ ถ้ามีหลักฐานยืนยันมา กรมที่ดินก็ยืนยันตามกฎหมายในการออกเอกสารสิทธิ์ ดังนั้น ยืนยันว่าที่ดิน 4,500 แปลง ที่เป็นโฉนดที่ดิน กับ 217 แปลงที่เป็น น.ส. 3 ก. กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์ตามแนวทางในการดำเนินการระหว่างกรมที่ดินและผู้จัดตั้งนิคมอย่างถูกต้อง
เมื่อถามกรณีที่อาจถูกมองว่าเป็นการฟอกขาวที่ดินให้เอกชน นายพรพจน์ กล่าวว่า ต้องไปดูที่มาของการจัดตั้งนิคม โดยพื้นที่ที่เป็นปัญหาอยู่ในเขตที่มีการขยาย ซึ่งทำถูกต้องตามกฎหมายตามที่นิคมได้ดำเนินการ เพียงแต่มีพื้นที่คาบเกี่ยวกับ ส.ป.ก. ซึ่งมีความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อปี 2548 ว่า ถ้ามีการจัดนิคมเข้าไปในพื้นที่ ส.ป.ก. ไม่สามารถทำการปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรมได้ ดังนั้น มีความจำเป็นที่ ส.ป.ก. จะยกที่ให้การจัดตั้งนิคมตามวัตถุประสงค์
“ยืนยันว่าในการจัดพื้นที่ซ้ำซ้อน กรมที่ดินไม่ได้ลอยตัว เพียงแต่กรมที่ดินไม่ได้เกี่ยว เพราะในพื้นที่ซ้ำซ้อนเป็นพื้นที่นิคมกับ ส.ป.ก. จึงต้องเคลียร์ตรงนี้ และกรมที่ดินเป็นปลายทางในการออกเอกสารสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง” อธิบดีกรมที่ดิน กล่าว
ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า หาก ส.ป.ก.มาทวงพื้นที่คืน จะทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่าง ส.ป.ก. กับกรมที่ดินด้วย นายพรพจน์ กล่าวว่า จะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ขั้นแรก คือ ต้องบอกว่าทำไมถึงมีการจัดนิคม ให้ประชาชนผู้ยากไร้มีสิทธิ์ทำกินในที่ดินของนิคม
ถ้าบอกว่าน.ค. 3 ที่มาจากนิคมไม่ถูกต้อง ก็ต้องไล่มาถึงกรมที่ดินในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งมีหลายกรณีที่น.ค.3 ไม่ถูกต้อง กรมที่ดินก็ทำตามขั้นตอน จึงต้องพิสูจน์ทราบก่อนว่า น.ค.3 ที่มายื่นถูกต้องหรือไม่
เมื่อถามว่ากรณีที่ดินที่ถูกเพิกถอน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเยียวยาเอกชน นายพรพจน์ กล่าวว่า ถ้ามีการเพิกถอน ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ประชาชนก็จะต้องอุทธรณ์ผู้ออกคำสั่ง นั่นคือฟ้องกรมที่ดิน
เมื่อถามว่า กรณีที่ดินสนามกอล์ฟปากช่องของนายอนุทิน มองว่าไปถึงขั้นเพิกถอนหรือไม่ นายพรพจน์ กล่าวว่า ยัง ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ก่อนว่า น.ค. 3 ที่เป็นพื้นฐานของการออกเอกสารสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีรายละเอียดพอสมควร และไม่ได้เพิ่งเกิดปัญหา
ประชาชนหลายพันครัวเรือนมีปัญหาเรื่องพวกนี้อยู่ หากความเชื่อมั่นในโฉนดที่ออกมา มีการถามไปที่ผู้จัดตั้งนิคมว่าจะมีแนวทางชัดเจนอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีการหารือกันว่า จริงๆ ต้องไปที่สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติที่เป็นผู้จัดวางนโยบาย เพื่อดูภาพรวมของการจัดที่ดิน ซึ่งถ้ามาจริงๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนเยอะ
เมื่อถามว่าในฐานะข้าราชการหนักใจหรือไม่ เพราะดูเหมือนต้องรับจบ ทั้งปัญหาที่ดินอัลไพน์ เขากระโดง และสนามกอล์ฟปากช่อง นายพรพจน์ ยืนยันว่า ทุกอย่างทำตามพื้นฐานของกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนไปก็พร้อมรับ
แต่ตอนนี้ขอยืนยันว่า แนวทางในการออกเอกสารสิทธิ์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่เหมือนกัน แต่กรมที่ดินดำเนินการถูกต้องตามที่ต้องทำ ตามวิสัยที่ข้าราชการที่ดีพึงกระทำ
นายพรพจน์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ต้องไปดูต้นเรื่องที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพราะมีประวัติศาสตร์อยู่ ผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ คือ ประชาชน ในการทำธุรกรรมในพื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่เคยหารือในกรมที่ดิน เพราะผู้เกี่ยวข้องจริงๆ คือ ผู้จัดตั้งนิคม ถ้าถามกรมที่ดินอย่างเดียว หรือกระทรวงมหาดไทย อาจจะไม่ครบถ้วน เพราะเกี่ยวพันหลายหน่วยงาน
ย้ำว่า ระเบียบการออกโฉนด ถ้ามีน.ค.3 กรมที่ดินออกโฉนดได้อย่างเดียว เพียงแต่เพื่อความชอบธรรมก็มีแนวทางปฏิบัติ ให้สอบถามไปยังผู้จัดนิคมก่อน หากได้รับการยืนยัน กรมที่ดินก็ออกโฉนดให้ ไม่สามารถปฏิเสธประชาชนได้
เพียงแต่หลังโฉนด ไม่ได้มีการสลักว่า ต้องทำประโยชน์อย่างไร แต่มีพื้นฐานว่าเปลี่ยนมาจาก น.ค.3 แค่นั้นเอง ซึ่งอาจจะเป็นหน้าที่ของกรมที่ดินที่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ เรื่องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตนได้แถลงข่าวไปแล้ว