ชีวิตหลังพ้นตำแหน่งนายกฯ ‘เศรษฐา’ เปิดใจ สิ่งที่อยากได้คืน ขอคำว่าซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมคืนมา ช้ำ เจอคนสนิทถากถาง หลังหลุดนายกฯ
วันที่ 25 ก.พ. 2568 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือมติชน-ข่าวสด ถึงกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีผลกระทบทางความรู้สึกอย่างไรบ้างว่า เมื่อคำวินิจฉัยออกมาว่าผิด ผมยอมรับว่าผิดหวัง เสียใจ และเหนือความคาดหวัง
แต่ที่เหนือความคาดหวังไปมากกว่านั้น คือ มันผิดและมีคำสร้อยต่อท้ายอีกว่า เป็นบุคคลผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นบุคคลที่ไร้จริยธรรม ผมให้สังคมเป็นคนตัดสินดีกว่าว่าคำหลังมันเป็นอย่างไร ผมน้อมรับคำวินิจฉัย แต่ชีวิตหลังจากนั้นมันเป็นอย่างไร
ผมโชคดีที่ทางด้านการเงิน โอเคแล้ว แต่ถ้าจะไปสมัครงานวันนี้ไม่มีใครรับแน่นอน ถึงแม้ว่าลูกของผมจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่แสนสิริ ผมจะกลับมาเป็นกรรมการ จะกลับมาเป็นประธานใหม่ ซึ่งตามกฎหมายสามารถกลับได้
แต่ถ้าบริษัทแสนสิริเป็นบริษัทมหาชน มีผู้ถือหุ้นเป็นหมื่นคน มีรายย่อยบางคนไม่เห็นด้วยกับการที่กรรมการเสนอว่า ให้นายเศรษฐา ทวีสิน บุคคลที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไร้จริยธรรม มาเป็นกรรมการด้วย กรรมการเหล่านั้นจะตอบอย่างไร ไม่อยากเอาภาระไปให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องมาตอบตรงนี้
ผมไปทำงานอื่นก็ไม่ได้ ใครจะจ้างเป็นที่ปรึกษาก็ไม่ได้ ไปทำงานต่างประเทศได้อย่างเดียว วันนี้ยังดีใจที่ทางเครือมติชน ยังให้เกียรติมาพูดคุยกัน ส่วนจะลบล้างคำนี้หรือไม่ ผมไม่ทราบกลไกกฎหมาย แต่สิ่งที่ผมขอและอยากจะได้ คือ ผมเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีจริยธรรมกลับคืนมาเท่านั้น
ส่วนจะมีคำวินิจฉัยต่อไปว่า เคยทำผิดในการแต่งตั้งนายพิชิต และเป็นความผิดที่ร้ายแรง ไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อ ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน แต่ความผิดนั้น มันเป็นความผิดที่รุนแรงขนาดนั้นเลยหรือไม่ มันเป็นที่ประจักษ์จริงหรือไม่ แต่เมื่อตัดสินมาแล้วก็ต้องยอมรับและอยู่กันไป ถ้าอยู่ไม่ได้คงไม่มีความสุข ผมเชื่อว่ายังทำงานให้สังคม ประเทศชาติ และสาธารณชนได้ในบทบาทอื่นๆ ได้อีกเยอะ

หลังศาลมีคำวินิจฉัย ได้พบปะคนรู้จักเป็นอย่างไรบ้าง
มีทั้งบวกและลบ แต่ผมเลือกคนที่รักหรืออยากจะคบหาสมาคมกับผมอยู่แล้ว บางคนก็พูดให้กำลังใจตลอดเวลา แต่บางคนแม้จะรู้จักกันมานาน แต่เขามีอคติไปแล้ว เขาก็สมน้ำหน้า บอกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว ซึ่งมันก็ต้องเลือกที่จะฟังหรือหาความสุข
“ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปในสถานที่ที่ไม่มีบรรยากาศของความเป็นมิตร บางคนรู้จักกันมา 40-50 ปี พ่อแม่เป็นเพื่อนกัน เขาก็สมน้ำหน้า ผมจึงบอกว่าสังคมไทย น่าเสียดายเรื่องความเกลียดชัง ความอคติซึ่งกันและกัน มันกลายเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมเดินไปข้างหน้าลำบาก” นายเศรษฐา กล่าว