แสวง แจง กกต.ไม่นิ่งเฉยคดีฮั้วเลือกสว. ตั้งกรรมการ 3 ชุด มี‘ดีเอสไอ’ร่วมด้วย เผยมีมติชงศาลฎีกาแล้ว 3 คดี จาก 220 เรื่อง ชี้ ม.49 ให้รับโอนคดีได้ ไม่เปิดช่องให้มอบหน่วยงานอื่นทำ
เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า กกต.และสำนักงาน กกต.ให้ความสำคัญ โดยพิจารณาคำร้องนับแต่มีการเลือก สว. ซึ่งได้แยกกลุ่มเฉพาะที่เป็นการซื้อเสียง และการทุจริต คือ เสนอให้ ว่าจ้าง เรียกรับ ฮั้ว จัดตั้ง โพยเลขชุด บล็อกโหวต คะแนนสูงผิดปกติ คะแนน 0
เพราะเห็นว่า เป็นคำร้องที่มีลักษณะพิเศษ มีความสลับซับซ้อน และทำเป็นกระบวนการ โดยมีคำร้องที่อยู่ในกลุ่มนี้ 220 คำร้อง และรับเป็นสำนวนเพื่อสืบสวนและไต่สวน โดยได้ดำเนินการ คือ
1.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนและไต่สวนและการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. 2567 มีผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
2.แต่งตั้งเจ้าพนักงานจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน จาก 3 หน่วยงาน จำนวน 10 คน จากข้าราชการระดับสูง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ และปปง.
3.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและไต่สวนเพิ่มเติมขึ้นอีก 1 คณะ ซึ่งเป็นคณะพิเศษที่ประกอบด้วยรองเลขาธิการ กกต. 4 คน และจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 นาย ให้มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนและไต่สวนเรื่องคัดค้านการเลือก สว.ในทุกพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย
ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างสอบสวนและไต่สวน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสอบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2567 และทุกสำนวนต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว และพ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ.2565 โดยต้องให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสชี้แจงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ในการเลือก สว.ปี 2567 มีคำร้องและที่รวมถึงรวมความปรากฏ จำนวนทั้งสิ้น 577 เรื่อง ซึ่ง กกต.พิจารณาเสร็จแล้ว 297 เรื่อง
ในส่วนของกลุ่มทุจริต เสนอให้ว่าจ้าง เรียกรับ ฮั้ว จัดตั้ง โพย เลขชุด บล็อกโหวต คะแนนสูงผิดปกติ คะแนน 0 กลุ่มนี้ที่มีจำนวน 220 เรื่อง กกต.พิจารณาเสร็จแล้ว 109 เรื่อง และส่งศาลฎีกา 3 เรื่อง
นายแสวง กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินการเมื่อมีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองนั้น พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560 กำหนดให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต.ไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่
ถ้ามีหลักฐานพอสมควรหรือมีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนต่อไปว่า มีการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง คือให้มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสอบสวน หรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ตามมาตรา 41 ให้มีอำนาจสอบสวน ไต่สวนหรือดำเนินคดีตามมาตรา 41 และแต่งตั้งพนักงานของสำนักงาน กกต.เป็นเจ้าพนักงาน มีอำนาจในการสืบสวน สอบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดีตามระเบียบที่กำหนด
และหากมีกรณีมีความจำเป็น กกต.จะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นเจ้าพนักงาน เพื่อปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกาล หรือเฉพาะเรื่อง ตามที่ กกต.กำหนดก็ได้ ตามมาตรา 42 ให้มีอำนาจในการโอนเรื่อง หรือส่งสำนวน โดยให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนที่รับเรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองไว้พิจารณา เมื่อ กกต.เห็นว่า เป็นการสมควรที่ กกต.จะดำเนินการเองตามมาตรา 49
“เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายแล้ว กกต.มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้มอบหมายให้หน่วยงานอื่นของรัฐทำหน้าที่แทนไว้ กรณีที่เป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดหลายบท หน่วยงานอื่นของรัฐหรือพนักงานสอบสวนจะรับเรื่องไว้พิจารณา ก็ต้องพิจารณาว่ากฎหมายได้ให้อำนาจไว้หรือไม่ หากกฎหมายให้อำนาจไว้ก็มีอำนาจรับเรื่องไว้ดำเนินการเองได้เลย” นายแสวงกล่าว
เลขาฯ กกต. กล่าวว่า ส่วนที่สำนักงาน กกต.มีหนังสือถึงดีเอสไอว่า ได้รับเรื่องการเลือก สว.ที่เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นคดีพิเศษไว้ดำเนินการแล้วหรือไม่ คดีอะไร ก็เพื่อจะได้เสนอ กกต.พิจารณาตามมาตรา 49 ต่อไป