ภูมิธรรม ยันสิ้นเดือนนี้ ออกหมายจับขบวนการทุจริตยา รพ.ทหารผ่านศึก ระดับหัวหน้า-เครือข่าย สั่งพัฒนาระบบจ่ายยาแบบ รพ.เอกชน เพื่อความคล่องตัว-โปร่งใส ไม่ชัวร์ทำกันมาเป็น 10 ปี แต่ถ้าสอบถึงใครก็ตามนั้น
เมื่อวันที่ 12 มี.ค.68 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวน กรณีคดีทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ว่า เรื่องนี้สำคัญมากเพราะสังคมกำลังเฝ้ามองอยู่ และเราได้รับข่าวสาร และมีผู้แทนราษฎรเขียนโน้ตถึงตน จึงสั่งการให้ตรวจสอบ จะเห็นว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจและตอบสนองทันที พร้อมตั้งกรรมการสอบและเรียกผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกมาคุย
การสอบสวนขั้นต้นถือว่าคืบหน้าไปด้วยดี ขณะนี้กำลังตรวจสอบผู้ที่อยู่ในเครือข่ายว่าป่วยเป็นโรคนั้นจริงหรือไม่ ซึ่งมีการจ่ายยาให้ อีกทั้งมีผู้ป่วยเบาหวาน แต่พอไปตรวจเลือดแล้วก็พบว่าไม่ได้เป็น ส่วนที่ป่วยจริงๆ ก็มี ตอนนี้สอบปากคำไปเกือบ 150 คนแล้ว และมีการไปสอบเพิ่มเติมที่ จ.ลพบุรี และจ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีรายชื่อเครือข่ายปรากฏอยู่
นอกจากนี้ ยังมีคนที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อแต่อาสามาให้ข้อมูลอีก 30 กว่าราย นี่เป็นเฉพาะจุดแรกที่เริ่มสอบสวน ซึ่งตนเชิญให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาร่วมตรวจสอบ เพราะเราต้องดูเรื่องเส้นทางการเงินด้วย ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี คาดว่าสิ้นเดือนมี.ค.นี้จะสามารถออกหมายจับได้ เพราะตอนนี้พบเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่ขอให้ชัดเจนออกหมายจับก่อน ค่อยว่ากัน
“มีทั้งผู้เกี่ยวข้องระดับสูง และเครือข่ายต่างๆ รวมทั้งหัวหน้าหน่วย หัวหน้าส่วนที่เป็นเครือข่ายในการดำเนินการ ดังนั้น เดือนมี.ค.นี้น่าจะจบ และจะมีการชี้แจงสื่อมวลชนชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันเราก็สอบต่อด้วยอีกทางว่าหมดเครือข่ายนี้หรือยัง หรือมีต่อ เพราะเราพบหลายจุดซึ่งอาจจะอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ก็ขอเวลาดำเนินการ ซึ่งตั้งแต่เป็นข่าวเราก็เริ่มดำเนินการเลย คิดว่าภายใน 1 เดือนก็คงจบเรื่องนี้ชัดเจน”นายภูมิธรรม กล่าว
เมื่อถามว่าถ้ารอจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. จะมีการทำลายพยานหลักฐานหรือไม่ เพราะขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งพักงานเจ้าหน้าที่บางส่วน นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวรอ เพราะมีหลายหน่วย พร้อมยืนยันว่าหลักฐานทำลายไม่ได้ เพราะเราเข้าไปกำชับเข้มงวดในการตรวจสอบอยู่แล้ว อีกทั้งหลักฐานที่เราได้มาก็พอสมควร กำลังหารายละเอียดให้ครบถ้วน จึงขอไม่เปิดเผยรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะอยู่ในกระบวนการ แต่ยืนยันว่าสิ้นเดือนมี.ค.มีความชัดเจน
เมื่อถามว่านอกจากโรงพยาบาลทหารผ่านศึกแล้ว อาจมีโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ที่กระทำในลักษณะนี้เช่นกันหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้พบที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกแห่งเดียว แต่กำลังสอบต่อว่าจะมีแค่นี้หรือมีเพิ่มอีก ซึ่งการตรวจสอบจะเห็นความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน ต้องดูอีกที ยังไม่ควรพูดอะไรที่ยังไม่ชัดเจน
เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาการตรวจสอบ เพราะมีการแบ่งทำงานถึง 5 ทีม ทีมละ 100 คน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตอนนี้มีการแยกสอบทั้ง ป.ป.ท. ปปง. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) และตำรวจ เพราะเราได้แจ้งความไว้ชัดเจนแล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนแน่นอน
เมื่อถามว่าขบวนการทำกันมาเป็น 10 ปี การตรวจสอบจะย้อนหลังไปถึงผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เขาทำมา 10 ปีแล้วจริงหรือไม่ ตอบไม่ได้ แต่เราพบ ณ ขณะนี้ ก็ต้องทำให้ชัดเจนก่อน ส่วนถ้าสอบแล้วต่อไปถึงไหนเราก็ต้องไปตรงนั้น เพราะความผิดขึ้นอยู่กับอายุความและความเป็นจริง
“ถ้าความเป็นจริงมันถึง เราก็ต้องเอาให้ถึง ผมได้พูดในที่ประชุมว่าเราเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อทหารหาญที่สละชีพ และทุพพลภาพจากการสู้รบเพื่อปกป้องประเทศชาติ แทนที่เงินเหล่านี้จะไปช่วยพวกเขาได้มากขึ้น กลับถูกเบียดบังไป เราก็ต้องดำเนินการ จึงบอกเจ้าหน้าที่ไปว่าขอให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และเต็มที่ เข้มงวด ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย และข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ได้อย่างไรก็เอาอย่างนั้น ก็จะเป็นโอกาสที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่นในสิ่งที่เราเป็นอยู่ รวมถึงได้เสนอรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ขอให้ไปวางระบบดูแลที่เข้มงวดกว่านี้ เพราะโรงพยาบาลเอกชนก็มีระบบในการเบิกจ่ายยา ขอให้ไปศึกษาไปดู ถ้าจัดการตรงนี้แล้วก็ต้องวางระบบไปพร้อมกันด้วย”นายภูมิธรรม กล่าว
นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ระบบที่จัดวางใหม่อาจจะกระทบต่อการบริการประชาชนบ้าง แต่โรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลรัฐที่ทันสมัย เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลศิริราช เขาก็ใช้กันได้ แม้ประชาชนจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ต้องทำให้โปร่งใส และทุกวันนี้ไม่ได้พัฒนาระบบป้องกันอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาระบบให้รวดเร็วมากขึ้นอีก สามารถจองคิวได้ พร้อมกับยืนยันไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้