รัฐสภามีมติข้างมาก 415 เสียง ตีตก ร่างกม.ป.ป.ช. โอนคดีทุจริต-ประพฤติมิชอบ ของ ทหาร ไปศาลคดีทุจริต ส่วนมีมติเห็นด้วย 163 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง
เมื่อวันที่ 17 มี.ค.68 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา นายมีวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่..พ.ศ…..) ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีการแก้ไข 5 มาตรา ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระ 2 และ 3
ในการพิจารณาวาระ 2 พบว่า สมาชิกรัฐสภาถกเถียงถึงการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ในมาตรา 4 ที่แก้ไขในรายละเอียดของการให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบส่วนของกองทัพ ให้โอนให้อัยการสูงสุดไปดำเนินการ โดยได้ตัดส่วนของการดำเนินคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบออกไป นอกจากนั้นได้เพิ่มวรรคสองขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้การดำเนินคดีในส่วนของบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เป็นเจ้าหน้าที่กองทัพ กำหนดให้ศาลทหารยังมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไปพลางก่อน โดยให้อัยการสูงสุดเป็นอัยการทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
โดย กมธ.เสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภา ทักท้วงว่าการแก้ไขเนื้อหาดังกล่าว เท่ากับการคงอำนาจให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีของบุคลากรในกองทัพที่มีประเด็นทุจริต และประพฤติมิชอบ ถือว่าขัดกับหลักการของการอำนวยความยุติธรรมสากล อีกทั้งในการกำหนดให้ศาลทหารยังมีอำนาจในการพิจารณาคดีไปพลางก่อนที่จะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เท่ากับการประวิงเวลา
นายณรงค์ ทับทิมไสย์ ตัวแทนสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ชี้แจงว่า ศาลยุติธรรมมีจุดยืนชัดเจนที่ให้พิจารณาคดีทุจริตประพฤติมิชอบทุกประเภทในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อต้องการให้การพิจารณาคดีดังกล่าวบรรลุการค้นหาความจริงด้วยระบบไต่สวน แสวงหา รวบรวมให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง พยานอย่างครบถ้วน รอบด้าน ซึ่งจะส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เสมอภาค เป็นธรรม สอดคล้องกับหลักการสากลที่ยอมรับร่วมกันให้บุคคลทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ศาล เดียวกัน ภายใต้ข้อหาอย่างเดียวกัน คือ หากพลเรือนทำผิดต้องขึ้นศาลพลเรือนที่เป็นกลางที่เป็นหลักความเสมอภาคของกฎหมายและอิสระของตุลาการ ที่นานาอารยประเทศยอมรับ
นายณรงค์ กล่าวว่า เมื่อรัฐสภารับหลักการย่อมมีเจตนารมณ์ชัดเจนให้ กมธ.พิจารณาให้การดำเนินคดีทุจริตประพฤติมิชอบที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร อยู่ในอำนาจของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือศาลพลเรือน กรณีที่กมธ.เสียงข้างมาก ไม่ทำให้เกิดคความชัดเจน เพื่อให้ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมีอำนาจพิจารณาคดีทุจริตผู้ถูกกล่าวหาในเขตอำนาจศาลทหาร ช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ร่างกฎหมายไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะกฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้อยู่ในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล หากบัญญัติให้ชัดเจน เหมือนกับ พ.ร.บ.อุ้มหาย มาตรา 34 ที่ให้ศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบมีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดทั้งหลาย ย่อมทำให้กฎหมายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนและสร้างเจตจำนงร่วมกันว่าต้องการให้กฎหมายเป็นไปทิศทางใด
“น่าเสียดายที่การประชุมในชั้นกมธ. 2 ครั้ง ผมไม่ได้อยู่ด้วย เพราะติดราชการที่ต่างประเทศ จึงไม่ได้เสนอร่างแก้ไข แต่ได้ขอสงวนความเห็นในเนื้อหา ทั้งนี้ที่กมธ. เสียงข้างมากบัญญัติไว้ถือว่าไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนของผู้บังคับใช้กฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล และจำเลยใช้โต้แย้งเพื่อประวิงคดีได้ง่าย หากบัญญัติให้ชัดเจนเช่นเดียวกัน พ.ร.บ.อุ้มหาย หรือแนวทางกมธ.เสีงข้างน้อย ทำให้กฎหมายที่จะเปลี่ยนแปลงมีผลบังคับใช้ และไม่ถูกโต้แย้งได้ง่ายและทำให้กฎหมายของประเทศก้าวหน้า” นายณรงค์ กล่าว
ด้านนายธงทอง นิพัทธรุจิ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ไขเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 199 และพระธรรมนูญศาลทหาร ในการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นมีบทกำหนดให้ศาลทหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นวิธีการพิจารณาคดีทุจรติประพฤติมิชอบ ที่ออกตามพ.ร.บ.ฯ ที่แก้ไข นั้นเป็นการดำเนินการก่อนชั้นศาล ที่รับรองเขตอำนาจศาลทหาร ดังนั้นมาตรา 4 ที่แก้ไข ให้โอนอำนาจศาลทหารที่ทหารกระทำความผิดตามคดีทุจริตประพฤติมิชอบไปยังศาลพลเรือน ภายหลังการยกเลิกมาตรา 3 ซึ่งยกเลิกมาตรา 96 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. พ.ศ.2561 ซึ่งการแก้ไขของกมธ.เสียงข้างมาก เป็นการกำหนดก่อนชั้นศาลไม่ใช่ขั้นตอนในชั้นศาล ซึ่งขั้นตอนในชั้นศาลจะเป็นไปตามเขตอำนาจและวิธีพิจารณาคดีตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 199 กำหนด รวมถึงพระธรรมนูญศาลทหารกำหนด กรณีที่กมธ.เสียงข้างมากให้ชะลอตัดอำนาจศาลทหารที่พิจารณาคดีที่ทหารทำผิดไว้ก่อน เป็นเรื่องถูกต้อง เพราะการแก้ไขดังกล่าวต้องโยงกับการแก้ไขกฎหมายอื่น
ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกมธ. ชี้แจงว่า หลักการร่างกฎหมายที่รัฐสภารับไป คือให้ยกเลิกอำนาจของอัยการสูงสุดที่ดำเนินคดีในศาลทหาร และเขียนบทรองรับให้โอนอำนาจศาลทหารในคดีอาญาทุจริตที่มีอยู่ก่อน พ.ร.บ.ใช้บังคับ โอนให้อัยการสูงสุดในศาลอาญาคดีทุจริตพิจารณา ยอมรับว่ากมธ.เสียงข้างมากแก้ไขเนื้อหาตามหลักการ แต่ที่กมธ.พบคือจะเป็นปัญหา หากเห็นชอบโอนคดีให้อัยการสูงสุดทำในศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบจะปฏิบัติไม่ได้ เพราะแม้จะโอนคดีที่มีก่อนหน้าไปแล้ว แต่คดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะทำอย่างไร ซึ่งตัวแทนศาลยุติธรรมให้ความเห็นอย่างมีน้ำหนัก คือ มีปัญหาต่อการบังคับใช้ เพราะไม่มีบทบังคับที่รองรับเขตอำนาจในคดีที่อาจเกิดในอนาคต
ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภายังแสดงความเห็นโต้แย้งที่ กมธ.แก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายที่หักล้างกับหลักการของร่างกฎหมายที่มติรัฐสภารับหลักการวาระแรก จึงต้องใช้การลงมติตัดสิน ปรากฏว่าเสียงข้างมาก 456 สียงเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย 6 เสียง งดออกเสียง 138 เสียง และเมื่อถึงการลงมติว่าจะเห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย พบว่ามติเห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก มีเพียง 24 เสียง และเห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างน้อย 167 เสียง มีผู้งดออกเสียง 410 เสียง
ทำให้เนื้อหาของมาตรา 4 ถูกแก้ไขตามมติของรัฐสภา ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีบุคคล ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารในความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และบรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีของอัยการทหาร ตามมาตรา 96 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.2561 ซึ่งบังคับใช้อยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญป.ป.ช.นี้ใช้บังคับ ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ดำเนินการในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
จากนั้นเข้าสู่มาตรา 5 ที่กมธ.เสียงข้างมากเพิ่มขึ้นใหม่ เพื่อให้อำนาจ ประธาน ป.ป.ช. รักษาการตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ซึ่งมติที่ประชุมเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มขึ้นใหม่
ที่ประชุมรัฐสภาลงมติในวาระ 3 โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 163 เสียง ไม่เห็นด้วย 415 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง จึงถือว่าประชุมแห่งไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯฉบับดังกล่าว เนื่องจากคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทำให้ร่างพ.ร.บ.ฯฉบับนี้เป็นอันตกไป ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นร่างที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ