เริ่มแล้ว! เวทีซักฟอก “ณัฐพงษ์” เปิดญัตติร่ายยาว ฉะ “แพทองธาร” ขาดวุฒิภาวะ ไม่มีคุณสมบัตินายกฯ ซัดรัฐบาลอิ๊งค์ ตกต่ำยิ่งกว่า รัฐบาลคสช. เปิดดีลแลกประเทศ เอื้อกลุ่มทุน
เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 24 มี.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กับคณะจำนวน 165 คน เป็นผู้เสนอ
ทั้งนี้ ก่อนเสนอญัตติ ปรากฏว่ามีความวุ่นวายเล็กน้อย โดยน.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกหารือเรียกร้องสิทธิแรงงานให้ลูกจ้างรัฐสภา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนมาตลอดว่าพนักงานอัตราจ้าง สวัสดิการก็ไม่ค่อยมี โอทีก็ได้เพียงแค่เวลา 20.30 น. หลังจากนั้นทำงานฟรี ฉะนั้น อยากให้ประธานช่วยดูแล และไม่อยากให้เอาเปรียบลูกจ้างเขา เอาเปรียบคนตัวเล็กตัวน้อยกลุ่มนี้
จากนั้น นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกกล่าวบ้างว่า วันนี้เป็นการอภิปรายไม่วางใจ เป็นความงามของระบอบประชาธิปไตย ตนอยากให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองตามที่รับมอบหมาย ขอให้เป็นโรงเรียนการเมืองโรงเรียนประชาธิปไตย ที่ประชาชนเข้าติดตามและได้ประโยชน์ พร้อมอ่านกลอนว่า “อภิปรายกันวันนี้ ขอให้โชคดีมีสีสัน สร้างบรรยากาศยกเหตุผลมายืนยัน ….”
แต่ยังอ่านกลอนไม่ทันจบ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประท้วงทันที ระบุว่า ขอให้ประธานควบคุมการประชุม เราเสียเวลามามากแล้ว เอาเรื่องมีสาระดีกว่า
จากนั้น นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกหารือบ้างว่า ญัตติคือขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ไม่มีคำว่าและคณะ ถ้าเกิดปล่อยให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ สามารถให้รัฐมนตรีคนอื่นอธิบายได้หรือไม่ เพราะนายกฯ เอง ได้แต่ดูแลทั่วไป ท่านไม่ได้ดูแลรายละเอียดทั้ง 20 กระทรวง จึงเป็นปัญหา อยากให้ท่านประธานชี้แจง เดี๋ยวพอรัฐมนตรีขึ้นมา ก็จะประท้วงกันอีก
ทั้งนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงข้อบังคับการประชุมต่อการอภิปรายในญัตติดังกล่าว ซึ่งได้ย้ำถึงการอภิปรายของฝ่ายค้านและการตอบชี้แจงที่นายกฯ และรัฐมนตรีมีสิทธิตอบชี้แจง รวมถึงต้องอภิปรายในกรอบข้อบังคับ
หากมีการผิดข้อบังคับ สมาชิกที่อภิปรายต้องรับผลของการกระทำ และตามกรอบของจริยธรรมซึ่งการกล่าวถ้อยคำที่ผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ นายกฯ รัฐมนตรี หรือสส. คนที่อภิปรายจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ การอภิปรายที่เสนอว่ามีชื่อของนายกฯ คนเดียวนั้น แต่การอภิปรายหากพาดพิงไปถึงรัฐมนตรีที่นายกฯ มอบหมายงานให้สามารถชี้แจงได้ หากพาดพิงรัฐมนตรีที่เสียหายชี้แจงได้ ทั้งนี้ต้องยึดญัตติดังกล่าวที่เสนอมา
จากนั้นเวลา 08.37 น. นายณัฐพงษ์ กล่าวเปิดญัตติว่า พวกตนเห็นว่า น.ส.แพทองธาร เป็นผู้มีพฤติกรรมไม่อาจไม่วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกฯ ได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร ไม่มีคุณสมบัติ ขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ
ส่งผลให้เกิดการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ จงใจอยู่เหนือปัญหาไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพียงเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองครอบครัวและพวกพ้องเป็นตัวตั้งอยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนรวม
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า น.ส.แพทองธาร ยังไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอารัดเอาเปรียบประชาชนเอาเปรียบสังคม โกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน เป็นนั่งร้านช่วยเหลือตอบแทนบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตย บริหารบ้านเมืองผิดพลาดล้มเหลวอย่างร้ายแรง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม คุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อม ทำลายนิติรัฐทำลายระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา
ตลอดจนปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นภายใต้การบริหารงานของตนเอง ทั้งยังทุจริตเชิงนโยบายบริหารบ้านเมืองที่เอื้อแก่ผลประโยชน์ของพวกพ้องและกลุ่มทุน แต่งตั้งบุคคลที่ขาดความรู้ความสามารถความเหมาะสม ไม่ซื่อสัตย์สุจริตไปเป็นรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญอื่นๆ
“นอกจากนี้ยังสมัครใจยินยอมให้บุคคลในครอบครัวชี้นำชักใหญ่ให้กระทำการหรืองดเว้นการกระทำการอันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเสมือนเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด โดยมีบุคคลในครอบครัวเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจใดๆ จากพฤติการณ์ดังกล่าวหากปล่อยให้บุคคลดังกล่าวยังคงบริหารราชการแผ่นดินต่อไปย่อมสืบมาซึ่งความเสียหายของประเทศชาติและประชาชน จนยากที่จะเยียวยาได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้าใครนอนหลับไปตั้งแต่เดือนพ.ค.66 แล้วตื่นขึ้นมาในวันนี้ คงจะแปลกใจว่าทำไมทุกอย่างช่างเหมือนเดิมเสียเหลือเกิน ทำไมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันนั้นถึงได้แนบแน่นแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันกลมกลืน ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลที่มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร
การบริหารราชการแผ่นดินถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มพวกของตนเอง การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินสะเปะสะปะปล่อยปละละเลยชีวิตประชาชน ปล่อยให้คนไทยต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่ไฟป่าไปจนถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปัญหาทุนเทา ปัญหาชายแดน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ การศึกษา ขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาปากท้อง ค่าไฟแพง ปัญหาการเกษตร ปลาหมอคางดำ และการทุจริตคอร์รัปชั่น
วันนี้พวกเรายังต้องเจอปัญหาแบบเดิมๆ อยู่เลย ทั้งที่การเลือกตั้งในปี 66 ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศลงมติกันแล้วว่าอยากได้การเปลี่ยนแปลง คำตอบที่อธิบายทุกอย่างได้ชัด เพราะรัฐบาลชุดนี้เริ่มต้น ดำรงอยู่ และเดินหน้าต่อเพื่อให้เกิด “ดีลแลกประเทศ”
ซึ่งผลประโยชน์ของคนตระกูลชินวัตรและครอบครัวยึดเป็นแกนกลาง และมีผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใกล้ชิด เครือข่ายการเมืองเป็นแกนรอง เป็นประเทศและประชาชนต้องรอออกไปก่อน เดี๋ยวใกล้วันเลือกตั้งพวกเราค่อยมาปรับบทละครกันอีกทีใช่หรือไม่ นายกฯ คิดว่าแบบนี้เขารู้ไม่ทันท่านหรือ
พฤติกรรมที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ต่อมาถึงน.ส.แพทองธาร หลายหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลเพื่อไทยยอมเป็นนั่งร้านให้กับกลุ่มอำนาจเดิมเพื่อใคร เพื่อคนตระกูลชินวัตรใช่หรือไม่ เพื่อให้บุคคลในครอบครัวได้กลุ่มอำนาจรัฐบาล ให้บริวารได้เป็นรัฐมนตรี
ถึงเวลานี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่พวกเขาสงสัยไม่เป็นความจริง รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใคร เพราะที่จริงพวกเขาได้หลอมรวมกันกลายเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว พวกเขาใช้วิธีจัดการผลประโยชน์ที่เหมือนกัน ต่อรองกันผ่านสนามกอล์ฟเหมือนๆ กัน ใช้อำนาจเปลี่ยนดำเป็นขาวเช่นเดียวกัน รู้ช่องทางในการทำมาหากินผ่านระบบราชการเหมือนๆ กัน นายกฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคร่วมรัฐบาล พูดภาษาเดียวกัน และเล่นเกมเดียวกันมาตั้งแต่แรก
ประชาชนสังเกตได้ไม่ยาก คือเรื่องไหนสามารถเดินหน้ารวดเร็วผิดปกติ ไม่สนคำทักท้วง รีบทำรีบผลักดัน ก็คือเรื่องที่ดีลผลประโยชน์กันลงตัว เช่น เรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่กลายมาเป็นวาระเร่งด่วนให้ความสำคัญเหนือการแก้ไขปัญหาชาวนา
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา สื่อมวลชนตั้งคำถามนายกฯว่า ท่านรู้สึกอย่างไรกับคำว่าดีลแลกประเทศ ท่านถามสื่อมวลชนกลับไปว่าตระกูลชินวัตรได้อะไร สื่อบอกว่าก็ได้นายทักษิณกลับบ้าน ท่านนายกฯ บอกว่า อ๋อได้คุณพ่อกลับมา คงเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวตลอดไป ซึ่งชัดเจนดี อย่างน้อยๆ นายกฯ ก็รับตรงๆ โดยการไม่ปฏิเสธว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เพื่อพ่อคุณพ่อกลับบ้านจริงๆ
ดีลแลกประเทศไม่ได้หมายถึงแค่พานายทักษิณกลับบ้าน แต่ยังรวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่คนไทยต้องแลกด้วยผลประโยชน์ของประเทศมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้นภายใต้ดีลนี้ ซึ่งภายใต้รัฐบาลชุดนี้ดูเผินๆ เหมือนประเทศอาจจะได้อะไรดีขึ้นกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา แต่พอเวลาผ่านไป 2 ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สิ่งที่เหมือนจะได้กลับเสียมากกว่าเดิม
การเริ่มต้นและตั้งอยู่ของรัฐบาลแพทองธาร ทำให้ประเทศต้องจ่ายต้นทุนราคาแพง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เริ่มจากเรื่องการเมือง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำให้ประชาธิปไตยประเทศถดถอยลง ซึ่งคะแนนวัดอันดับทางการเมืองตกต่ำลงจากปี 66 จัดในกลุ่มประชาธิปไตยบกพร่อง แก้รัฐธรรมนูญไม่คืบหน้า และถูกนานาชาติประณามเพราะส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลเพื่อไทย นายกฯ กำลังทำให้ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศเสื่อมถอยลง ภายใต้เปลือกของคำว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ด้านเศรษฐกิจ ดูเผินๆ เหมือนเรากำลังจะได้รัฐบาลที่เก่งเศรษฐกิจเข้ามาแก้ปัญหาปากท้อง แต่ไม่เหมือนที่คุยกันไว้ พายุหมุนทางเศรษฐกิจไม่เคยเกิดขึ้น เพราะไม่ได้ทำการบ้านมาล่วงหน้า จากที่คุยว่าจะได้ 5% เหลือ 2.5% ไม่เหมือนคำโฆษณา แต่ทิ้งไว้ที่ราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายอย่างมากมายมหาศาล
ปัญหาพรรคเพื่อไทย คือการไม่ยอมรับว่า ไทยรักไทยได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอก ไม่ได้เก่งด้วยตนเอง เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่หมอชนบทขับเคลื่อนมาก่อนหน้านั้น การกระจายเม็ดเงินลงท้องถิ่นได้ประโยชน์จากโครงการมิยาซาว่า
เมื่อเป็นรัฐบาลเพื่อไทยนโยบายดีๆ ที่กองบนโต๊ะไม่มี ทำให้คิดไปทำไป การบริหารประเทศที่ได้นายทักษิณกลับมาอีกครั้ง เหมือนได้ผู้นำแพ็กคู่ คนหนึ่งมีประสบการณ์ อีกคนอยู่ในตำแหน่งเป็นคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นมีผู้นำนอกระบบ ทำงานนอกทำเนียบฯ เป็นคนชี้นำวาระ ให้ข้อมูลและนโยบายนำหน้ารัฐบาล โดยปราศจากความรับผิดชอบใดๆ เพราะไม่ถูกถ่วงดุลตรวจสอบ
วันหนึ่งเคยบอกจะให้ค่าไฟ 3.70 บาท แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้น ผ่านอีกแค่ 2 เดือน อยู่ๆก็บอกว่าจะลดค่าไฟให้เหลือ 2.50 บาท ราคาค่าไฟลดเร็วพอๆ กับความน่าเชื่อถือ กลายเป็นคนนอกระบบพูดไปเรื่อย ส่วนคนในระบบแทนที่จะเป็นพลังคนรุ่นใหม่ กลับขาดความรู้ความสามารถ ขาดวุฒิภาวะ และเจตจำนงทางการเมือง
“6 เดือนที่ผ่านมา เราเคยเห็นการผลักดันอะไรที่นายกฯ ตัวจริงผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาได้บ้าง มีแต่การลอยตัวหนีปัญหาไม่สนไม่แคร์ แต่ความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อรวมนายทักษินกับน.ส.แพทองธารแล้ว ประเทศไทยเสีย 2 ต่อ เพราะมีคนที่ลอยตัว ส่วนคนที่ถืออำนาจรัฐที่ขาดคุณสมบัติ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะทำตัวแบบเดียวกับนายกฯ ที่มาจากกาปฏิวัติรัฐประหาร มองการเมืองเป็นแค่เรื่องน่ารำคาญ ภาระในสภาเปรียบเสมือนก้อนกรวดในรองเท้า มองสส.ในสภาเป็นเพียงแค่จำนวนนับให้จัดตั้้งรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้
ตราบใดที่น.ส.แพทองธาร ยังดำรงตำแหน่งอยู่ ต้องเจอกับอะไรบ้าง ชาวสวนมีปัญหาเรื่องน้ำต้องใช้ไฟฟ้าสูบน้ำเพื่อใช้ แต่กลับพบภาพอดีตนายกฯ ออกรอบตีกอล์ฟกับนายทุนพลังงาน เพื่อดีลสัมปทานไฟฟ้ามูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่อสูบเงินในกระเป๋าชาวสวนไปเข้ากระเป๋าเจ้าสัว
การปฏิรูปกองทัพ ประชาชนหมดหวังกับรัฐบาลชุดนี้แล้ว และในเรื่องของความยุติธรรม ที่คนตากใบยังรอความยุติธรรม แต่นายกฯ จงใจปล่อยปละละเลยไม่เร่งรัดติดตามตัวจำเลยที่หนีไปต่างประเทศมาดำเนินคดี ขณะที่นายกฯ ตัวจริงนอกระบบได้รับสิทธิอยู่ชั้น 14 เหนือระบบยุติธรรม ที่มีน.ส.แพทองธาร ผู้เป็นบุตรสาว รับรู้ รับทราบสถานะของบิดามาโดยตลอด
นอกจากนั้นในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีฉันทามติ แต่น.ส.แพทองธาร ตอกฝาโลงเรียบร้อยว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทัน ที่คุยกันในรัฐสภาเป็นละครปาหี่ที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ต้องการให้แก้ไข ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียประโยชน์ ต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญของคสช.
การแจกเงินหมื่นไม่สร้างการเติบโตเศรฐกิจไทย การสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เห็นชัดล่วงหน้าว่าจะมีกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดรัฐบาลที่ได้รับประโยชน์ เป็นการสูญเสียโอกาสของคนไทยที่ได้รัฐบาลคิดไปทำไป ดีลแลกประเทศครั้งนี้มีคนไม่ถึง 1% ได้รับผลประโยชน์ แม้จะทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ตกต่ำยิ่งกว่ารัฐบาลของคสช.
“การจัดตั้งรัฐบาลของดีลแลกประเทศ ทำให้ได้พรรคร่วมคณะรัฐประหาร หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จึงไม่อาจไว้วางใจได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมสภาฯ โดยตามระเบียบวาระจะเริ่มเปิดประชุม 08.00 น.แต่เมื่อถึงเวลาประชุม ยังไม่สามารถเปิดประชุมได้ เนื่องจากองค์ประชุมยังไม่ครบ มีเพียง 210 คนเท่านั้น จาก สส.ทั้งหมด 493 คน จนกระทั่งเวลา 08.20 น. มีสมาชิกมาประชุม 349 คน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จึงเปิดประชุม
โดย สส. ส่วนใหญ่ที่เข้ามาร่วมเป็นองค์ประชุมแล้ว ได้แก่ สส.พรรคประชาชน เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ สส.ฝั่งรัฐบาลเริ่มทยอยเข้ามานั่งในห้องประชุมแล้วแต่ยังบางตา มีบุคคลสำคัญที่เข้ามานั่งเป็นองค์ประชุมคนแรกๆ คือนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์