วิโรจน์ แถลงเดินหน้ายุทธการโรยเกลือ ร้องสอบ นายกฯ ใช้ตั๋วพีเอ็น 9 ฉบับหลีกเลี่ยงชำระภาษีหรือไม่ จี้เพิกถอนโฉนดที่ดิน 4 ฉบับ เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ยื่นป.ป.ช. ฟันปมชั้น 14 ขอ แพทองธาร ลาออกรักษาเกียรติภูมินายกฯ ไม่ต้องรอมรดกบาปรัฐประหารชี้นิ้วไล่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 เม.ย.2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงการดำเนินการภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เราได้ดำเนินการทั้งสิ้น 3 เรื่อง

เรื่องแรก กรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋วพีเอ็นจำนวน 9 ฉบับโดยที่ไม่มีการกำหนดการชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ย สร้างกระบวนการดูเสมือนว่าซื้อหุ้นจากบุคคลในครอบครัวและเครือญาติ มูลค่ารวม 4,434.5 ล้านบาท ทั้งที่การดำเนินการดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเจตนาที่แท้จริง ในการหลีกเลี่ยงชำระภาษีการรับให้มูลค่า 218.7 ล้านบาทแก่แผ่นดิน

จากพฤติการณ์ที่ปรากฏหุ้นดังกล่าว ได้เปลี่ยนมือจากบุคคลในครอบครัวมาอยู่ในมือของนายกฯสมบูรณ์แล้ว และนายกฯ เองก็ได้รับประโยชน์จากการถือหุ้นดังกล่าวในฐานะเจ้าของหุ้นอย่างเต็มรูปแบบ ในกรณีที่มีการปันผล นายกฯ ก็ได้รับการปันผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เคยการชำระเงินค่าซื้อหุ้นมาก่อนแต่อย่างใด

ไม่มีการระบุว่าจะชำระค่าซื้อหุ้นเมื่อไหร่ ไม่มีแม้กระทั่งภาระในการชำระดอกเบี้ยที่เกิดจากการค้างชำระในการซื้อหุ้น หากพิจารณาด้วยความสุจริต พฤติการณ์ในลักษณะนี้ ประชาชนทุกคนก็เข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นการทำนิติกรรมอำพราง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่เป็นผู้นำของประเทศ และยังเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินของรัฐอีกด้วย

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในกรณีนี้ได้ยื่นหนังสือไปที่อธิบดีกรมสรรพากร เรียบร้อยแล้ว เพื่อขอให้อธิบดีดำเนินการตามมาตรา 13 (7) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยกรณีนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อการจัดเก็บภาษีต่อประชาชนทุกคน ตามมาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญ

กรณีนี้ตนยืนยันว่าตรวจสอบได้ไม่ยาก ไม่ว่าการตรวจสอบสัญญาการซื้อขายว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เงื่อนไขในสัญญาสอดคล้องกับธุรกรรมการทำสัญญาซื้อหุ้นทั่วไปหรือไม่ ตรวจสอบสัญญาการใช้ตั๋วพีเอ็นย้อนหลังของคนในครอบครัว หรือวงวานของนายกฯ ว่ามีการชำระหนี้จริงหรือไม่

ทั้งหมดนี้จะเป็นพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่า นายกฯมีเจตนาซื้อหุ้นจริง หรือเพียงจัดฉากเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความสุจริตและกล้าหาญที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยวินิจฉัยสอดคล้องกับหลักสากล

เราเชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวของนายกฯจะเป็นการทำนิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งจะต้องมีการติดตามให้มีการชำระภาษีย้อนหลัง พร้อมแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการไต่สวนใน 2 ประเด็นต่อไป ซึ่งเราจะดำเนินการหลังจากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรดำเนินการเสร็จสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นการทำนิติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีซึ่งเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 172 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยมีข้อความอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 167 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน เพื่อดำเนินการไต่สวนชี้ความผิดต่อไป

ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนเข้าใจดีว่าเจตนาที่ดำเนินการในลักษณะนี้ แอบแฝงเพื่อการหลีกเลี่ยงภาษี และต่อให้ผู้กระทำสามารถหลีกเลี่ยงโดยที่กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องจากเป็นช่องว่างของกฎหมาย แต่บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหารของประเทศ เมื่อพบช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่สามารถเอาผิดถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรมแก่สังคมได้ ย่อมต้องมีหน้าที่ปิดช่องว่างทางกฎหมายนั้น มิใช่ฉกฉวยโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์จากช่องว่างนั้นเสียเอง

“เรายังคงเรียกร้องให้นายกฯ สำนึกในความดี ความชั่ว และแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง ในขณะที่ยังสามารถรักษาเกียรติภูมิของผู้นำประเทศเอาไว้ได้ โดยไม่ต้องรอให้กลุ่มบุคคลใดมาชี้หน้ากล่าวหาว่าท่านไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างแรงจนต้องถูกไล่ออก เหมือนทรชนที่ถูกจารึกไว้ในประวัติการเมืองไทย”นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า กรณีโฉนด 4 แปลงที่ตั้งของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ แม้ที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ตามประกาศคณะปฏิวัติปี 2515 จะประกาศให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นนิคมสร้างตนเอง แต่ประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวไม่ได้มีเนื้อหายกเลิกหรือแก้ไขมติครม.ปี 2514

เราจึงยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวจึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินที่สงวนไว้เพื่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งห้ามออกโฉนดโดยเด็ดขาด ตามข้อ 14(5) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนำมติของคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติเมื่อปี2527 ที่มติดังกล่าวกรมที่ดินนำมาอ้างว่าเห็นชอบให้กรมประชาสงเคราะห์อนุญาตให้ราษฎรครอบครองเพื่อทำประโยชน์ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 แต่มติดังกล่าวระบุว่าอนุญาตให้ครอบครองทำประโยชน์แต่ไม่ใช่การให้กรรมสิทธิ์แต่อย่างใดและยังไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่ามติดังกล่าวจะมีการแก้ไขหรือยกเลิกมติครม.เมื่อปีพ.ศ.2514

ด้วยเหตุผลทั้งหมดจึงมีเหตุอันเชื่อได้ว่าการออกโฉนดทั้ง4 ฉบับ เป็นออกโฉนดที่คลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งพรรคประชาชนได้ยื่นหนังสือกับอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อดำเนินการเพิกถอนโฉนดทั้ง 4 ฉบับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป

ประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวกับข้อสงสัยของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพ่อของนายกฯ ว่าได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าผู้ต้องขังรายอื่นอันเป็นการทำลายนิติรัฐ ซึ่งกำหนดให้ทุกคนต้องเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และต้องอยู่ภายใต้บรรทัดฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ

ในฐานะนายกฯ ซึ่งเป็นบุตรสาว จะต้องทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วย รวมถึงการได้รับสิทธิ์หรืออภิสิทธิ์ใดๆ ของนายทักษิณ อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เมื่อสังคมมีกระแสวิจารณ์ มีการตั้งข้อสงสัยที่สะท้อนถึงความไม่สมเหตุสมผล ความไม่สอดคล้องของบริบทโดยรอบ ในการได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล แทนที่นายกฯ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงด้วยความโปร่งใส แต่กลับเบี่ยงซ่อนเร้น อำพรางเท็จจริง โดยปล่อยให้ความคลุมเครือยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน บั่นทอนความเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐ และหลักความเสมอภาคของกฎหมาย

พฤติการณ์ดังกล่าว เข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 172 พ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช. ซึ่งระบุถึงเจ้าพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่ง หรือหน้าที่ โดยทุจริตและยังเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 11 (1) ของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2134 โดยมิได้มีการสั่งการให้สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฎิบัติราชการของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เช่น กรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลเรือนเป็นต้น

กรณีนี้เราได้มอบหมายให้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดำเนินการร้องต่อป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน และชี้มูลความผิดต่อนายกฯนะตามกฏหมายต่อไป

สำหรับข้อเรียกร้องที่ต้องการให้พรรคประชาชน ใช้กลไกจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือจัดการกับนายกฯ ทั้งการเข้าชื่อยื่นประธานสภาฯ ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 เพื่อถอดถอนนายกฯ ตามมาตรา 170 วรรค1(4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรา 160(4) ว่าด้วยพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามตามมาตรา 160(5 )

หรือข้อเสนอให้พรรคประชาชนดำเนินการตามมาตรา 235 (1) ประกอบมาตรา 244 (1) ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ป.ป.ช.ไต่สวนกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อส่งเรื่องให้กับศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไป

ทั้ง 2 กรณี พรรคประชาชนขอชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเรื่องของจริยธรรมบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งมีอำนาจรัฐอยู่ในมือและยังแบกรับหน้าที่และความรับผิดชอบในทางสาธารณะในระดับที่สูง หากถูกสังคมและประชาชนตั้งคำถามถึงความมีจริยธรรมอย่างต่อเนื่องและไม่อาจชี้แจงข้อเท็จจริงได้จนสิ้นข้อสงสัย

“นายกฯ ควรต้องมีโอตัปปะ มีความสำนึกในตนเองพิจารณาความเหมาะสมของตนเองและแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งโดยสมัครใจ ไม่จำเป็นต้องให้บุคคลใดกลุ่มใดซึ่งเป็นมรดกบาปของการทำรัฐประหาร ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และไม่ยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชน มาเป็นผู้ชี้นิ้วไล่ให้ออกจากตำแหน่ง เพราะนั่นจะเป็นการทำร้ายเกียรติภูมิของตำแหน่งนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตย อย่างไม่อาจประเมินค่าได้” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า เรายืนยันว่าการใช้ผ้าที่สกปรกถูบ้านไม่อาจทำให้ บ้านสะอาดขึ้นมาได้ การใช้น้ำเน่าไล่น้ำเสีย ไม่อาจทำให้น้ำในคูคลองใสสะอาด เราจะไม่ใช้กลไกที่เรายอมรับในความชอบธรรมในการจัดการกับสิ่งที่ไม่ชอบธรรมอย่างเด็ดขาด หากเราทำเช่นนั้นบ้านเมืองก็จะติดอยู่ในวงเวียนนิติสงครามที่คณะทหารได้วางหลุมพรางเอาไว้ และประเทศชาติก็จะไม่สามารถกลับคืนสู่ความเป็นนิติรัฐได้อีกเลย

นายวิโรจน์ กล่าวย้ำว่า พรรคประชาชนจะใช้กลไกของ ป.ป.ช. และหน่วยงานราชการ อาทิ กรมสรรพากร และกรมที่ดิน วินิจฉัยให้เกิดความเป็นธรรม และหากพบความทุจริตหรือความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น จะใช้กลไกของ ป.ป.ช.ดำเนินการกับนายกฯ

“หลายคนบอกว่า ทำไมเราไม่ใช้หอกทมิฬแทงทมิฬ ทำไมเราไม่เอาให้สุดซอย อย่าไปสนใจวิธีการเลย จะจัดการกับใครทำไมต้องสนใจวิธีการ เราคิดอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเราจัดการกับคนโดยที่ไม่สนใจวิธีการเลย เราก็ไม่แตกต่างจากคนเหล่านั้น” นายวิโรจน์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน