“อนุทิน” มอบนโยบายผนึกกำลังปกครอง-มั่นคง เดินหน้าแก้ปัญหาไร้สัญชาติ ตั้งเป้าลดขั้นตอนทำงาน มอบสถานะบุคคลหวังลดปัญหาค้ามนุษย์ อาชญากรรมทุกรูปแบบ
เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายและสัมมนาตามโครงการเร่งรัดการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.67 โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ต. ชัชชัย วงค์สุนะ รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ นางแทมมี่ ลินน์ ชาร์ป (Tammi Lynn Sharpe) ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ปลัดจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภอ 878 อำเภอ ร่วมประชุม
นายอนุทิน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งสร้างโอกาสแห่งการพัฒนาชีวิต ให้แก่บุคคลกลุ่มเป้าหมายตามสิทธิที่พึงจะได้รับตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามไว้กับสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้ระบุสิทธิอันสำคัญคือสิทธิที่จะมีสัญชาติ หลักใหญ่ใจความที่เราจะต้องไม่ลืม คือเมื่อบุคคลใดอยู่ในโลกนี้โดยปราศจากการมีสถานะ ก็เท่ากับเขาถูกลิดรอนสิทธิในการจะมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคมนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน สิทธิในการเดินทาง การได้รับการดูแลคุ้มครองจากรัฐ หรือแม้แต่สิทธิในการทำงาน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลนำไปสู่การขาดโอกาส การถูกเลือกปฏิบัติ และการถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในสังคม และทำให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวตกอยู่ในสภาวะเปราะบางและมีความเสี่ยงในการดำรงชีวิต อันนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ รวมถึงการค้ามนุษย์และอาชญากรรมต่างๆ ดังนั้นการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล จึงถือเป็นเรื่องสำคัญทางมนุษยธรรม ความมั่นคงและเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการจัดการกับภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของประเทศไทยตามความภาคีระหว่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ UNHCR ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีในระดับนานาชาติด้วย
“ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และนายอำเภอทุกท่าน ได้เป็นผู้นำในการศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการทำงานในขั้นตอนใหม่ตามที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนด ที่ให้ลดระยะเวลากระบวนการทำงานจาก 270 วันเหลือเพียง 5 วัน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ต้องได้รับความร่วมมือและความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน มั่นใจว่าไม่เกินความสามารถของทุกท่านร่วมกันแก้ไขให้กลุ่มเป้าหมายได้รับชีวิตใหม่ ได้เข้าถึงโอกาสและสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ โดยมีสิทธิที่พึงมีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง” นายอนุทิน กล่าว
ด้านนายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค.67 รวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนคน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ประมาณกว่า 3 แสนคน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ประมาณกว่า 1 แสนคน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ล้วนมีภูมิลำเนา และอาศัยอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้ผู้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน การปฏิบัติภารกิจ เร่งรัดแก้ไขปัญหา สถานะบุคคล