กมธ.พาณิชย์ วุฒิสภา เปิดรับฟังเสียงผู้ประกอบการค้าออนไลน์ แนะรัฐ สร้างช่องทางขายของตัวเอง ลดพึ่งพาแพลตฟอร์มดัง ข้องใจปล่อยสินค้าจีนบุกตลาด
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายเอกชัย เรืองรัตน์ สว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงการจัดสัมมนา “e-Commerce กลืนชาติ : ฟังเสียงคนค้าออนไลน์ไทยก่อนจะสาย” ที่ผ่านมาว่า เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ที่สนใจมารับฟังเป็นจำนวนมาก เพื่อบอกถึงอุปสรรคในการค้าออนไลน์
พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้กมธ.นำไปเสนอหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการแก้ปัญหา ซึ่งในการจัดสัมมนาได้รับรู้ถึงความต้องการของผู้ประกอบการโดยตรง ทำให้เราทราบว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าออนไลน์ อะไรที่ผู้ประกอบการต้องการให้หน่วยงานรัฐแก้ปัญหา
กมธ.จึงต้องเป็นสื่อกลางระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการโดยตรง เพราะการค้าออนไลน์มีมูลค่ามหาศาลนำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก

นายเอกชัย กล่าวว่า ภาพรวมตลาด E-Commerce ไทย มูลค่าตลาด E-Marketplace ปี 2024 ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด E-Marketplace ประกอบด้วย Shopee: 40.9% (ประมาณ 330,946 ล้านบาท) Lazada: 34.9% (ประมาณ 282,474 ล้านบาท)
TikTok: 24.1% (ประมาณ 195,051 ล้านบาท) ซึ่ง 70% ของรายได้มาจากค่าบริการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3% โดยพฤติกรรมผู้บริโภค Shopee และ Lazada ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคนิยมเข้าชมมากที่สุดใน 30 วันที่ผ่านมา โดย Shopee มีสัดส่วน 75% และ Lazada 68%
นายเอกชัย กล่าวว่า ข้อเสียการขายผ่าน Market Place มีหลายอย่าง อาทิ การแข่งขันสูง เจอคู่แข่งทั่วประเทศ และต่างประเทศ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม มีแนวโน้มจะปรับราคาขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใครอยากยอดขายดีต้องซื้อโฆษณาใน Marketplace ให้ช่วยดัน
เราไม่ได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ปรับแก้อะไรไม่ได้ ข้อมูลไม่ใช่ของเรา ลูกค้าโดนปิดกั้น และหาก Marketplace ปิดร้านค้าเราขึ้นมา เราจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ดังนั้น ทางออกของผู้ประกอบการไทย คือ ต้องมีช่องทางการขายของตัวเอง (Owned Channel) เพื่อลดการพึ่งพา Marketplace
สำหรับ ข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานถ้าเป็นปัญหาแพลตฟอร์มและระบบขนส่ง คือ แพลตฟอร์มบังคับใช้ขนส่งที่กำหนด ทำให้ผู้ขายไม่สะดวก และแก้ไขปัญหายากเมื่อเกิดข้อผิดพลาด, แพลตฟอร์มชอบดองเงินผู้ขาย 7-14 วัน ควรจ่ายเร็วขึ้น, แพลตฟอร์มบังคับให้ส่งของรวดเร็วเกินไป สร้างความลำบากแก่ผู้ขาย และแพลตฟอร์ม TikTok เปลี่ยนขนส่งเองโดยไม่แจ้งผู้ขายล่วงหน้า
โดยผู้ประกอบการมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและการแข่งขัน คือ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มสูงแต่บริการแย่ลง, ขอให้ลดค่าธรรมเนียมและควบคุมการเก็บเงินที่ไม่เป็นธรรม, เรียกร้องให้รัฐเก็บภาษีกับสินค้านำเข้ารายย่อยจากจีนอย่างเข้มงวด และต้องการลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าปลอม
ซึ่งปัญหาสินค้าปลอมและสินค้านำเข้าที่ไม่ถูกต้องยังแพร่หลายบนแพลตฟอร์ม ยังมีการปลอมแบรนด์ไทยและขายตัดราคาอย่างหนักใน Marketplace จึงต้องการให้แพลตฟอร์มตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้าจากจีนและสินค้าผิดกฎหมาย สินค้าจากจีน เช่น วัสดุก่อสร้างและสารเคมีอันตรายเข้ามากระทบธุรกิจไทย

จึงมีข้อเสนอเชิงเทคนิคและเชิงระบบ อยากให้รัฐพัฒนาระบบกลางตรวจสอบเลข อย. และข้อมูลสินค้าก่อนโพสต์ขาย บังคับให้ Marketplace ที่มีรายได้สูงเปิด API เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้ แนะนำใช้แชทบอทแก้ปัญหาการติดต่อผู้ขายและลูกค้า และควรเปิดให้ระบบเชื่อมต่อการชำระเงิน การจัดส่ง และการจัดการคำสั่งซื้ออย่างเสรี
“มีข้อเสนอให้รัฐควรเปิดข้อมูลเพื่อลิงก์เช็กข้อมูลสินค้า เช่น การตรวจสอบเลข อย. เมื่อผู้ขายกรอกข้อมูลบนแพลตฟอร์ม เพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนโพสต์ขาย ข้อเสนอให้กำหนดสัดส่วนสินค้าบริการของไทยบนแพลตฟอร์มที่ให้บริการในประเทศ เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยและลดการผูกขาดจากสินค้านำเข้า
การสร้างระบบแจ้งเตือนและรายงานสินค้าผิดกฎหมาย และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเปิดข้อมูลควรเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ เช่น อย., กรมทรัพย์สินทางปัญญา, กรมศุลกากร เพื่อการตรวจสอบที่ครบถ้วนและอัปเดตข้อมูลทันที” นายเอกชัย กล่าว

รองประธานกมธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐควรตั้งแพลตฟอร์มกลางของไทย และสนับสนุนแพลตฟอร์มไทยให้แข่งขันได้ อยากให้รัฐบังคับ Marketplace เปิดเผยข้อมูลผู้ขายและลูกค้า เพื่อความโปร่งใส
รัฐควรมีมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าเลี่ยงภาษี และตั้งกำแพงภาษีที่เหมาะสม สนับสนุนการใช้ระบบกลางสำหรับการเปิดใบเสร็จและใบกำกับภาษีในแพลตฟอร์ม เรียกร้องให้รัฐมีระบบแจ้งเตือนและช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย
ทั้งนี้อยากให้รัฐส่งเสริมผู้ประกอบการไทยและ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การลดภาษีหรือสนับสนุนทุน ผู้ประกอบการขอให้มีกฎหมายและการบังคับใช้ที่เท่าเทียมและเข้มงวด ทุกประเทศกำลังพยายามลดการนำเข้าสินค้าจีนราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาดในประเทศ แต่ทำไมประเทศไทยยังคงอนุญาตให้มีการทุ่มตลาดราคาสินค้าเข้ามาในตลาดของเราอยู่ ภาครัฐช่วยจัดการด้วย
นายเอกชัย กล่าวว่า มีข้อเสนอที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ คือ ควรมีการจัดทำกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลและ e-Commerce อย่างครอบคลุม จัดทำประชามติหรือร่างกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมแพลตฟอร์มใหญ่ เช่น Facebook และ Marketplace
ต้องการสร้างกลไกตรวจสอบและป้องกันสินค้าปลอมที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์ม เพราะปัญหาดังกล่าวผู้ประกอบการไทย เจ้าของแบรนด์และ SME ไทยได้รับผลกระทบจากสินค้าปลอมและตัดราคา ผู้ประกอบการถูกกดดันด้านราคาและโปรโมชั่นจนต้นทุนสูงขึ้น ผู้ขายที่ทำถูกต้องตามกฎหมายส่วนใหญ่ขาดทุนและไม่สามารถแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม การสร้างช่องทางขายของตัวเอง (own-channel) เป็นทางออก แต่ยังไม่เพียงพอหากขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ