นันทนา โวยวุฒิสภา ลักไก่ยัดวาระตั้ง 7 เก้าอี้องค์กรอิสระ สอดไส้ประชุมสมัยวิสามัญ ถกงบ 69 ชี้เป็นหายนะประเทศ ยอมรับงานยากยื่น‘สว.สีน้ำเงิน’ หยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ แถลงถึงความคืบหน้าเข้าชื่อ สว. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระว่าประเด็นหลักที่ยื่น มีเรื่องมาตรา 82 การเข้าชื่อกันของสมาชิกแห่งสภานั้นๆ จำนวน 1 ใน 10 เพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาว่า สมาชิกภาพของผู้ที่ถูกร้องนั้นสิ้นสุดลง หลังจากนั้นจะขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ตอนนี้เพิ่งร่างคำร้อง และเริ่มกระบวนการล่ารายชื่อ ยอมรับว่าไม่ใช่เส้นทางที่ราบรื่น เพราะหากรวบรวมรายชื่อได้ 20 คนแล้ว จะต้องยื่นต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 55 คนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วย ถือเป็นเส้นทางที่ต้องลุ้นกันตลอดทาง
น.ส.นันทนา กล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากวุฒิสภา มีการบรรจุวาระการประชุมสมัยวิสามัญวันที่ 30 พ.ค. โดยมีวาระให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 3 ตำแหน่ง อัยการสูงสุด 1 ตำแหน่ง และตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญตรวจสอบคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ตำแหน่ง และ กกต.อีก 1 ตำแหน่ง
ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดปกติหรือไม่ เนื่องจากวุฒิสภาได้บรรจุระเบียบดังกล่าวเข้ามาในสมัยประชุมวิสามัญ ที่จะเปิดเพียง 3 วัน ทั้งที่เปิดมาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปีงบประมาณ 2569 ดังนั้น ถือเป็นการลักไก่เร่งด่วนอย่างผิดปกติ การกระทำเช่นนี้ทำเพื่ออะไร
น.ส.นันทนา กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนทราบว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นหายนะของประเทศ หากปล่อยให้แต่งตั้งองค์กรอิสระอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ เป็นเรื่องการขัดแย้งผลประโยชน์อย่างรุนแรง เพราะ สว.เสียงข้างมาก กำลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และดีเอสไอ กำลังตรวจสอบอยู่
หากปล่อยให้แต่งตั้ง กกต.เข้าไป จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ต่างตอบแทน เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้วินิจฉัย การกระทำนี้จะไม่เท่ากับตั้งผู้พิพากษามาพิจารณาตัวเองหรือ
น.ส. นันทนา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากมีการดำเนินคดีไปถึงที่สุด หรือศาลมีคำพิพากษาให้ สว.ที่เป็นเสียงข้างมากนั้นมีความผิด จะทำให้ผลแห่งการลงมติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ กลายเป็นมรดกบาป ที่ สว.ทิ้งไว้ให้กับประเทศหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อสถานะขององค์กรอิสระเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากองค์กรอิสระเป็นองค์กรภายใต้กำกับพรรคการเมือง หรือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะบิดเบี้ยวไปอย่างไร จะเป็นองค์กรที่เป็นกลางเที่ยงธรรมหรือไม่
น.ส.นันทนา ระบุว่า นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ จะยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ภายในวันที่ 24 พ.ค.นี้ และนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. จะยื่นญัตติชะลอการเลือกป.ป.ช.ต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในการประชุมวุฒิสภา วันที่ 30 พ.ค.นี้ โดยการทำเป็นหนังสือ ซึ่งต้องรอการบรรจุระเบียบวาระ ซึ่งทุกฝ่ายต้องติดตามต่อไป ว่ากระบวนการไหนจะสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายได้ก่อน
เมื่อถามถึงกรณีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ยื่นเรื่องร้อง กกต. ให้ยุติการสอบสวนกรณีการฮั้ว สว.นั้น น.ส.นันทนา กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ดำเนินการปกป้องตัวเอง แต่โดยกระบวนการยุติธรรมสามารถทำได้หรือไม่ และสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ที่กำลังตรวจสอบตนเองได้หรือไม่
เมื่อถามว่าจะไปถึงการล้มทั้งกระดานหรือไม่ น.ส. นันทนา ถามกลับว่า ด้วยเหตุผลอะไร คนอื่นๆ ที่เข้ามาแบบปกติก็มี ที่ไม่ได้อยู่ในข้อกล่าวหาว่าฮั้วกัน แต่ถ้าถึงที่สุด จะต้องล้มกระดานกันด้วยเหตุผลว่าเกี่ยวพันกันไปกันมา ก็ยินดี แต่ขอให้แก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว.ก่อน หากยังไม่แก้ ครั้งหน้าจะฮั้วแบบไม่มีหลักฐาน หรือร่องรอยทิ้งไว้เลย ก็จะยิ่งแย่กว่าเดิม
ด้านนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เราทราบกันดีว่าจำนวน สว. สีน้ำเงินที่มีปัญหาอยู่ในกระบวนการมีเพียง 138 คน หมายความว่ามีมากกว่า สว. สายอิสระ แต่วันนี้จำนวน สว.แค่ 20 คน ที่จะล่ารายชื่อ ดูเหมือนว่าโทรไปไม่รับสายบ้าง จึงตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ประชาชนรวมถึงตนอยากเห็นซุปเปอร์ฮีโร่เกิดขึ้นในวุฒิสภา จึงหวังว่าสว.กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าอิสระ หรือสายสีขาว จะมาลงชื่อร่วมกับน.ส.นันทนา เพราะคือทางที่ใกล้ที่สุด แค่ 20 คนไม่เกินไป
หากมองในแง่ร้ายที่สุด สมมติไม่มีใครมาเข้าชื่อ ตนจะไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง แต่ก็ไม่อยากไปถึงจุดนั้น
“ผมอยากเห็น สว.แสดงความกล้าหาญ ส่วนใครที่กลัวว่า สว.สีน้ำเงินจะเอาคืนในเงื่อนไขตั้งกรรมการมาสอบมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ที่มาร่วมลงชื่อนั้น หมายถึงว่าพวกคุณกลัว ท่ามกลางสถานการณ์สังคมที่เลวร้าย ประชาชนยังสู้กับสภาพเศรษฐกิจสังคมที่ถดถอย พวกคุณมีต้นทุนเยอะแยะ ผมให้คำมั่นวันนี้ว่าหากใครถูก สว.สีน้ำเงินเอาคืน ผมและประชาชนพร้อมปกป้อง” นายภัทรพงศ์กล่าว