เสวนาฮั้วสว.จะจบลงอย่างไร ”ยิ่งชีพ“ ชี้ กระบวนการเลือกตั้งสว. เป็นการเปิดให้ฮั้วอย่างถูกกฎหมาย จับพิรุธ ผู้สมัครคะแนนล้นกระดาน-ลงคะแนนแบบเดียวกันทุกกลุ่มในรอบแรก-แต่งตัวเหมือนกันไปกลับรถคันเดียวกัน มอง แก้รธน.เป็นทางออก ด้าน “นันทนา” รับ ล่า 20 ชื่อเพื่อยื่นถอดถอนสว.ที่ถูกกล่าวหาทำได้ยาก จ่อยื่นญัตติชะลอการลงมติเห็นชอบบุคคลเข้าองค์กรอิสระ30 พ.ค.นี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 พ.ค.2568 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สถาบันสังคมประชาธิปไตย และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย จัดเวทีประชาชนถกแถลงและอภิปราย “ฮั้วสว.จะจบลงอย่างไร” โดยมีน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการilaw ,น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล กลุ่มรณรงค์รัฐธรรมนูญ, นายเมธา มาสขาว ผู้อำนวยการสถาบันสังคมประชาธิปไตย, นางลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตผู้สมัครสว.จ.ยโสธร และนายอุทัย อัตถาพร สว.กลุ่มสำรองกลุ่ม7 ร่วมเสวนา

โดยนางลัดดาวัลย์ กล่าวว่า พฤติกรรมของนักการเมืองที่ลุ่มหลงและแย่งชิงอำนาจกัน ในลักษณะที่ไม่เห็นหัวประชาชนเริ่มปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงไม่เห็นต่อหลักการ ความเป็นธรรม และความชอบธรรมถูกครอบงำอยู่ในสภาวะ ‘ช่างหัวมัน’ ทำให้วุฒิสภาซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติกำลังถูกท้าทายและทำลาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนองค์ประกอบและที่มาของ สมาชิกวุฒิสภาอย่างคลุมเครือ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ก็เขียนไว้ให้ตีความได้อย่างกว้างขวางจนถูกตั้งสังเกตว่าเป็นการจงใจเปิดช่องหรือไม่ อีกทั้ง กกต. พร้อมทำหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการสืบทอดอำนาจ

“ต้องแสดงความชื่นชมว่าในท่ามกลางความมืดมัว เราก็มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถ้าไม่มีดีเอสไอ กกต. ก็คงยังเฉยเมย เป็นจ่าเฉยตามสี่แยก แต่จ่าก็ยังสูงไป ถ้าไม่มีดีเอสไอก็คงไม่สามารถเปิดโปงมหากาพย์การฮั้วของ สว. ที่เข้ามาแสวงอำนาจแบบนี้ และขอชื่นชม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แม้จะถูกยุติปฏิบัติหน้าที่บางส่วน ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานใหม่” นางลัดดาวัลย์กล่าว

ด้านนายยิ่งชีพ กล่าวว่า ในปี 2567 เราได้ประกาศเชิญชวนให้ประชาชนไปช่วยกันสมัคร สมาชิกวุฒิสภา

เพราะเราเดาว่าคงมีกระบวนการจัดตั้งโดยบ้านใหญ่ทางการเมือง จึงอยากให้มีเสียงอิสระเข้าไปในระบบให้มากที่สุด คาดว่าน่าจะมีประมาณ2ถึง3พันคน ที่เป็นอิสระไม่ได้ถูกจัดตั้ง เดินไปสมัครเองและไม่ทราบว่าจะเลือกใครไปทำการบ้านเอาข้างหน้า และโหวตไปตามแนวคิดของตัวเองสุดท้ายตกรอบ ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อให้มีการฮั้วอย่างถูกกฎหมาย สิ่งที่เป็นคดีอยู่ตนอยากเรียกว่า”การโกงการเลือกสว.“ หลักฐานที่ชัดเจนว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมาไม่ใช่การลงคะแนนอย่างอิสระ คือ ทุกกลุ่มจะมีผู้สมัครที่มีคะแนนล้นกระดาน จำนวน 6 คนทุกกลุ่ม รวมถึงมีรูปแบบการโหวตในรอบแรกสามารถเลือกได้ 10 หมายเลขจาก 154 หมายเลข แต่ปรากฏว่ามีการเขียนหมายเลขเรียงแบบเดียวกันเป็นชุดทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก และมีกลุ่มผู้สมัครใส่เสื้อสีเหลืองแบบที่เพิ่งแกะออกจากซอง ใส่สูทสีดำทับและถือแฟ้มขนาดเดียวกันเดินทางมาและกลับด้วยกัน จำนวนหลาย 100 คน หากข้อเท็จจริงค้นพบเพียงว่ามีคนช่วยกันจัดซื้อแล้วนำมาให้ใส่เป็นทีมก็ถือว่าผิดแล้วเพราะเป็นการรับผลประโยชน์

”สว. กลุ่มนี้เราเรียกว่า สว.สีน้ำเงิน แต่ตอนนี้เราสามารถพูดกันอย่างตรงไปตรงมาได้มากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมไปถึงเรื่องสี เพราะสว.กลุ่มหลัก มีความเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองที่ชื่อพรรคภูมิใจไทย เพราะทุกอย่างเปิดเผยชัดเจน“ นายยิ่งชีพกล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวว่า มีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 6 คนที่เมื่อปี66 สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทยลงสมัคร สส. และสอบตกจากนั้นลาออกจากพรรคมาลงสมัครแล้วได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีบุคคลสำคัญของสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่1 และอีกหลายคนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยแบบแนบแน่น

นายยิ่งชีพ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังมีโอกาสน้อยที่สว. กลุ่มใหญ่จะถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งและออกจากตำแหน่งภายในระยะเวลาอันใกล้ ขณะที่การตรวจสอบในกระบวนการปัจจุบันก็ไม่สามารถทำได้เร็วส่วนตัวคิดว่าสว.ชุดนี้หมดวาระแล้วก็ยังไม่เสร็จสิ้น แต่สิ่งที่น่ากลัวมากคือสมาชิกวุฒิสภากำลังจะลงมติกกต. ชุดใหม่ หากกลุ่มนี้ยังทำงานอยู่ก็จะต้องเลือกคนที่มาตรวจสอบตัวเอง ซึ่งเป็นวัฏจักรอำนาจการเมืองที่เลวร้ายมากในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และหากในปี 72 ต้องเลือกสว.ชุดต่อไปด้วยระบบปัจจุบันคนที่เคยเดินเกมในปี67 จะทราบแล้วว่าจะต้องทำอย่างไร และคนที่อยากเป็นจะวิ่งไปหาทั้งหมดและเชื่อว่าเขาจะได้สว.ทั้ง 200 คน หากไม่อยากให้เกิดขึ้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ด้าน น.ส.นันทนา กล่าวว่า คำถามว่า ฮั้ว สว. จะจบอย่างไรนั้น เชื่อว่าคนไทยหลายคนอยากรู้

ซึ่งสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระ ทั้งที่เห็นคนทำผิดแต่ต้องมาสงสัยว่าจะจบอย่างไร ซึ่งส่วนตัวคิดเอาไว้หลายทาง เช่น ก.จบแบบมวยล้มต้มคนดู อ้างว่าหลักฐานไม่พอเอาผิด ที่หลายคนคิดว่าจะเป็นไปได้ หรือ ข.กลุ่มสีน้ำเงินถูกดำเนินคดีเล็กๆน้อยๆไม่กี่คนสาวไม่ถึงตัวใหญ่ และค.จบแบบสมใจมวลมหาประชาชน คนฮั้วถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองพรรคที่เกี่ยวข้องโดนยุบ

รวมถึง ง. จบแบบหักมุม คือผู้ร้องให้ยุบพรรค รวมถึงดีเอสไอ ถูกฟ้องกลับแพ้คดีทั้งหมด และ จ. จบแบบล้มกระดาน เกิดรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ประเทศชาติล้มเหลวอย่างไร สุดท้ายคือ ฉ.จบแบบเกี๊ยะเซี้ยะกันได้ Happy Ending ซึ่งมองว่ามีความเป็นไปได้ตั้งแต่ข้อ ก. ถึง ฉ. แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมเป็นปกติจะไม่มี ช้อยแบบนี้แน่นอน และการฮั้วมีที่มาจากรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา และเป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวง จึงต้องเร่งแก้ไข

“กล่องดวงใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่องค์กรอิสระ ซึ่งขยายอำนาจไปเรื่อยๆ คำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กร อำนาจเหล่านี้มาจาก สว. ซึ่งไม่ได้มาจากประชาชน แต่เลือกกันเอง แทนที่จะให้อำนาจกับ สส. ที่มาจากการเลือกของประชาชน จึงเป็นแรงจูงใจให้พรรคการเมืองอยากเป็นเจ้าของ สว. ทำให้องค์กรอิสระไม่เป็นอิสระ แต่เป็นไปตามกำกับของพรรคการเมือง พรรคนั้นจะเป็นเจ้าของประเทศ และเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้บิดเบี้ยวไปได้” นันทนากล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวมรายชื่อ สว. 20 คน เพื่อยื่นถอดถอนสว. ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาก็ทำได้ยาก เพราะ สว. ฝ่ายเสียงข้างมากสามารถรวมรายชื่อได้อย่างง่ายดาย และอีกฝ่ายก็กลัวการถูกสวนกลับเหมือนที่ดีเอสไอโดนอยู่ขณะนี้ แต่เราก็มีแผน 2 คือยื่นญัตติให้ชะลอวาระการลงมติเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระในวันที่ 30 พ.ค.นี้อยู่ ซึ่งยื่นเข้าไปแล้ว ขึ้นอยู่กับประธานวุฒิสภาว่าจะบรรจุหรือไม่

นายเมธา กล่าวว่า ข้อมูลเชิงประจักษ์เริ่มชัดเจน

จากการสอบสวนของ DSI และ กกต. รวมถึงการร้องเรียนของอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา จำนวนมาก พบข้อพิรุธอย่างโจ่งแจ้งหลายประเด็น แต่กว่า 1 ปีที่ผ่านมา กกต. ไม่ได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ถูกต้อง จึงนำมาสู่การร้องเรียน หลายเรื่องอาจนำมาสู่ความเสื่อมทรามของกระบวนการนิติรัฐ และเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหนึ่งเป็นอย่างน้อย ตามที่ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสว. ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย

ปัจจุบันนี้ประจักษ์ชัดแล้วว่าต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อข้อมูลชัดขนาดนี้แล้ว ควรวินิจฉัยกล่าวโทษว่ามีผู้กระทำผิดจริง และดำเนินการเลือกใหม่ทั้งหมด รวมถึงการยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องตามหลักฐานที่ปรากฏ หรืออีกทางเลือก คือหากตัดสิทธิ์สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด บุคคลที่ได้เป็น สว. โดยชอบก็จะเสียหายไปด้วย สามารถตัดสิทธิ์เฉพาะกลุ่มที่กระทำความผิดได้หรือไม่ อาจจะนำบุคคลในบัญชีรายชื่อสำรองขึ้นมาเป็นสว. แทน หรือหากไม่พอ ก็เลือกเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะมีความยุ่งยาก

นอกจากนี้ ผู้ครองอำนาจในรัฐบาลก็อาจไม่อยากให้มีการยุบสภา หวยจึงอาจไปออกที่ กกต. ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่หรือไม่ เพราะประเมินดูแล้ว กกต. ไม่ได้ทำหน้าที่จนปล่อยให้ 1 ปีผ่านพ้นไป กกต. อาจจะต้องติดคุก รับผิดในคดีที่ตนเองไม่ยอมดำเนินการ หรือมีการรับอามิสสินจ้างหรือไม่ กระทั่งว่าท่านอาจจะรู้อยู่แล้วว่ามีการฮั้วเกิดขึ้น และพร้อมจะติดคุกหรือไม่ สำหรับภาคประชาชนมีข้อเสนอ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องถูกเอาผิด จะลอยนวลไม่ได้เพราะข้อมูลชัดเจนขนาดนี้แล้ว และทางออก มีทั้งการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พร้อมผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ไปด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน