พิชัย มั่นใจเก็บรายได้ได้ตามเป้า ยอมรับกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจ ชี้ยังต้องทำงบขาดดุล เหตุไทยเปรียบเหมือนเด็กที่ยังไม่โต ย้ำต้องแก้ปัญหาโครงสร้าง ดึงเอกชนมาลงทุนมากขึ้น
เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 28 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายพิชัย ชุนหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็รู้สึกกังวลกับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ แต่ก็เข้าใจกับสถานการณ์และต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ ซึ่งทุกคนคาดหวังให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการใช้จ่ายที่มากขึ้น และมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนแคบลง
นายพิชัย กล่าวว่า ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป และเคยวางเป้าว่า จีดีพีที่เคยวางไว้ว่า จะผลักดันให้เกิน 3% ขึ้นไป แต่วันนี้มีการปรับจีดีพีลงมา เหลือเพียง 1.8% แต่ยังมั่นใจว่ายังสามารถเก็บรายได้ในปี 68 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และเชื่อว่า เงินขาดดุลคงคลังคงไม่มากไปกว่าเดิม
นายพิชัย กล่าวต่อว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยหากย้อนหลังไปช่วงที่จีดีพีโตถึง 6-10% เมื่อ 30 ปีที่แล้ว จะพบว่าเงินลงทุนภาคเอกชนสูงถึงประมาณ 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันการลงทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยแล้วอยู่ 20 % แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในไทยหายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งมาจากการลงทุนภาคเอกชนหายไป
เอสเอ็มอีลดลง ซัพพลายเชนหายไป มองไม่เห็นโอกาสส่งออก จึงไม่เกิดการจ้างงาน อีกทั้งสินค้าที่ไทยส่งออกมีมูลค่าน้อย โดยเฉพาะภาคการเกษตร หากต้องการผลักดันเศรษฐกิจต้องสร้างความพร้อมและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำได้จากงบประมาณภาครัฐ และสนับสนุน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP มากขึ้น เพื่อให้เอกชนและผู้ลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้น
“งบประมาณที่จัดปีนี้ มั่นใจว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มรู้แล้วว่า สถานการณ์โลกเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้เปลี่ยนในระยะเวลาอันสั้น เราคงต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ให้โครงสร้างเศรษฐกิจ พึ่งพาในประเทศมากขึ้น และเราจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง”นายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวต่อว่า การตั้งงบประมาณแบบขาดดุล ซึ่งมีการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมาแล้ว 8.5 แสนล้านบาท มา 2 ปีงบประมาณ หรือประมาณ 4% กว่า แต่มีการคืนเงินต้นอยู่ด้วยที่ 1.5 แสนล้านบาท ถ้าเป็นแบบนี้จะขาดดุลที่ 7 แสนล้านบาท หรือประมาณ 3% กว่า
“ทำไมยังต้องทำงบขาดดุล ผมคิดว่าไทยยังอยู่ในเขตเอเชีย ยังเป็นเด็กที่ยังไม่โตอยู่ใน growth country (ประเทศที่กำลังเติบโต) ฉะนั้น ต้องสร้างแบบขาดดุลสักพักหนึ่ง เพราะอีกปัญหาหนึ่งเราต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของประเทศใหม่ การขาดดุลยังจำเป็นอยู่ แต่เมื่อขาดดุลเราคำนึงถึงหนี้ต่อจีดีพีอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้”นายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท การส่งออกน่าจะได้รับผลกระทบ ซึ่งแทนที่รัฐบาลจะใส่เงินไปยังผู้บริโภค จึงนำเงินไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อผลักดันการผลิตในประเทศมากขึ้น
ยอมรับว่าการเตรียมความพร้อมในการงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาทมีข้อจำกัดในเรื่องเวลา แต่ยังจำเป็นต้องทำ พร้อมฝากให้สส.ช่วยพิจารณางบปี 69 อย่างละเอียด และสามารถแปรญัตติ เพื่อนำงบไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับนักท่องเที่ยว