จุลพันธ์ ยัน กยศ. ถังยังไม่แตก การันตี นักเรียน-นักศึกษา ทั้งในระบบ-กู้รายใหม่ ต้องได้รับโอกาสการศึกษาครบทุกราย เผยการคำนวณเงินกู้ยืมแล้วเสร็จ เดือน ก.ค.นี้
เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 30 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วันที่สาม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจง งบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า ทางกยศ.ได้มีการชะลอการแจ้งหักเงินกู้ยืมเดือนละ 3,000 บาท ตามข้อสั่งการของรมว.คลัง ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป
ซึ่งช่วงนี้เป็นที่ประชาสัมพันธ์ให้ผู้กู้ยืมมาดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไข ในกลุ่มที่มีการหักเงินเดือนละ 3,000 บาท มีผู้เข้าข่ายประมาณ 5.1 แสนคน สามารถปรับโครงสร้างนี้ทางออนไลน์ได้ หรือสามารถดำเนินการด้วยตนเองที่กองทุนฯ ได้เช่นเดียวกัน
โดยมีผู้ที่ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว2.4 แสนราย ปิดบัญชีไปแล้ว 2,300 รายเศษ มีชำระปรับยอดค้างให้เป็นปกติอีกประมาณ 39,200 กว่าราย มีผู้กู้ยืมที่ได้รับประโยชน์แล้วรวมทั้งสิ้น 286,671 ราย มีคนที่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆเลยอีกราว 224,000 ราย ซึ่งจำเป็นจะต้องให้เข้ามาดำเนินการเป็นไปตามมาตรา 51 พ.ร.บ.กยศ. ปี 60 ที่มีการแก้ไข
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องตัวเงินที่นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน บอกว่า กยศ.ถังแตก ขอเรียนว่ายังไม่ถังแตก ซึ่งตนเคยให้ความมั่นใจว่า คนที่เคยกู้ยืมยังจะได้รับสิทธิ์กู้ยืมอย่างครบถ้วน ซึ่งตรงนี้ยืนยันว่าไม่ได้ผิดไปจากข้อเท็จจริง เพราะทุกคนที่เคยจะได้รับสิทธิ์สามารถที่จะกู้ยืมได้ และในรอบปีที่ผานมาไม่ได้มีการสะดุดหรือติดขัดอะไร
แต่ตนก็รับทราบถึงปัญหาดี และ ณ วันนี้ตนได้รับคำยืนยันจากหน่วยงานว่าการคำนวณคงจะแล้วเสร็จในช่วงเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการคำนวณใหม่หมดแล้ว ก็จะมีการปรับโครงสร้างให้ครบถ้วน และเดินหน้าช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาในการเป็นแหล่งเงินให้เขาได้ศึกษาต่อไป
รมช.คลัง กล่าวต่อว่า ตรงนี้ในปีงบประมาณ 69 กยศ.มีภาระในเรื่องของกรอบการกู้ยืมเงินราว 4.1 หมื่นล้านบาทเศษ เป็นในส่วนที่กยศ.ขอรับจัดสรรงบ 21,900 ล้านบาท เหลืออีกประมาณ 19,000 ล้านบาท เป็นส่วนกยศ.สามารถบริหารจัดการได้เอง
ทั้งนี้ คนที่ปรับลดในเบื้องต้น คือสำนักงบฯ ซึ่งการปรับลดสามารถดำเนินการภารกิจที่มีได้หรือไม่ ซึ่งดูแล้วตัวเลขที่มีความเหมาะสมและมีความจำเป็นที่จะต้องให้จริงๆ อยู่ที่ 5,000 ล้านบาทเศษ แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินจำนวนนี้จะเพียงพอหรือขาดเท่าไหร่
ซึ่งเราสามารถมีกลไกอื่นในการที่จะเพิ่มเม็ดเงินเข้าไปได้ เช่น แปรญัตติ หรืองบกลาง แต่รัฐบาลมีข้อจำกัดจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำเงินทั้งหมดมากองไว้จุดเดียว เราก็ต้องบริหารให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
“ยืนยันด้วยกลไกทั้งหมดที่เรามี เป้าหมายสุดท้าย นักเรียน นักศึกษา ที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งคนที่อยู่ในระบบ และเข้ามากู้ยืมใหม่ คนที่มีคุณสมบัติตามกำหนดทั้งหมดจะต้องได้รับโอกาสในการศึกษาครบทุกราย ผมไม่เคยพูดว่า กยศ.ไม่มีปัญหาเรื่องของสภาพคล่องใดๆ เพราะทุกคนรู้กันดีว่าหลังจากมีการปรับแก้กฎหมาย มีผลในเรื่องของสภาพคล่องของกองทุนจริงๆ ซึ่งกยศ.ก็ต้องปรับตัวด้วย” นายจุลพันธ์ กล่าว